ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าลุกขึ้นทวงสิทธิผู้บริโภค ขอโอกาสเข้าถึง” ทางเลือก” ที่ลดการได้รับสารอันตรายจากการเผาไหม้ยาสูบ ( tobacco harm reduction หรือTHR) ชี้ยังมีสองประเด็นหลักที่เป็นอุปสรรคในหลายประเทศ นั่นคือ การใช้กฎหมายห้ามแบบเบ็ดเสร็จ และการปิดกั้นและไม่ยอมรับข้อมูลที่สนับสนุนการใช้ผลิตภัณฑ์ผสมสารนิโคตินแบบไอระเหยหรือบุหรี่ไฟฟ้า

จากานัธ ซารางกาปานี (Jagannath Sarangapani)  ผู้อำนวยการสมาคมผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าอินเดีย (Association of Vapers India - AVI)กล่าวในงานสัมมนาออนไลน์วอยซ์ฟอร์เวป (Voices4Vape)จัดโดยเครือข่ายผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ทางเลือกเอเชียแปซิฟิก (CAPHRA) เมื่อเร็วๆนี้ ชี้ให้สังคมยอมรับความจริงว่า การเลิกบุหรี่ของผู้เสพติดบุหรี่นั้นเกิดขึ้นโดยลำพังยากมาก แต่ทางที่ช่วยได้คือการเข้าถึงทางเลือกที่ลดการได้รับสารอันตรายต่อสุขภาพ และชี้ให้ฝ่ายกำหนดนโยบายพิจารณาวิธีการจัดการที่ไม่จำกัดทางเลือก ซึ่งเป็นเสมือนการทอดทิ้งผู้บริโภคที่ประสบปัญหานี้อยู่

“เราเป็นผู้บริโภค ไม่มีทุนหนุนหลังอะไรมากมาย แต่เราสู้เพราะมันคือสิ่งที่ดีต่อสุขภาพของพวกเราผู้เคยสูบบุหรี่ และเราอยากให้บุหรี่ไฟฟ้าได้เป็นทางเลือกให้กับผู้สูบบุหรี่ที่เจอปัญหาเดียวกับเรา” จากานัธ ซารางกาปานี กล่าว

 

               ผู้ใช้หลายประเทศค้านแบนบุหรี่ไฟฟ้า ขอเข้าถึงสินค้าที่ปลอดภัยกว่าการสูบบุหรี่

รัฐบาลอินเดียประกาศห้ามจำหน่าย,นำเข้า,ผลิต และโฆษณาบุหรี่ไฟฟ้า เมื่อเดือนกันยายน 2562 ในขณะที่ตัวเลขผู้สูบบุหรี่ในประเทศยังสูงถึง 110 ล้านคน และพบว่าผู้ที่ใช้แผ่นแปะนิโคติน หรือหมากฝรั่งผสมนิโคตินเพื่อการเลิกบุหรี่ไม่ประสบผลสำเร็จ มีแนวโน้มกลับไปสูบบุหรี่แบบเดิม 

ขณะที่ออสเตรเลีย กฎหมายอนุญาตให้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าได้เฉพาะผู้ที่มีรับรองจากแพทย์เท่านั้น แต่ข้อมูลงานวิจัยบ่งชี้ว่าหากยังมีการจำกัดการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าต่อไป แนวโน้มของผู้ยังเลิกบุหรี่ไม่ได้ จะหวนกลับไปสูบบุหรี่แบบมวนอีก ซึ่งเป็นอันตรายกับสุขภาพของผู้สูบมากกว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้าจากจำนวนผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าในออสเตรเลีย 6,733 คน ที่เข้าร่วมงานวิจัย พบว่า กว่า 42 % เลือกจะกลับไปสูบบุหรี่ และ อีก 37 % ที่ยังต้องการใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีความกังวลว่าพวกเขาต้องซื้อหาในตลาดมืดแทน  และมีเพียง 7 % ที่สนับสนุนนโยบายอนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะคนที่มีใบรับรองแพทย์เท่านั้น 

ด้านนิวซีแลนด์ซึ่งเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่ยกเลิกการแบนและออกกฎหมายอนุญาตควบคุมการใช้ผลิตภัณฑ์ผสมสารนิโคตินแบบไอระเหย และกลายมาต้นแบบของแนวทางการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าที่ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าหลายๆ ประเทศ รวมถึงประเทศไทย ที่อยากเห็นรัฐบาลของตัวเองยึดแนวทางของนิวซีแลนด์เป็นแบบอย่าง เพื่อรักษาสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยกว่าให้กับผู้สูบบุหรี่

การต่อสู้เรียกร้องของผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในนิวซีแลนด์เริ่มที่กลุ่มเล็กๆ ในเมืองเวลลิงตัน ตั้งแต่ปี ค.ศ 2015 ก่อนจะกลายเป็นกระแสทั่วประเทศ เน้นการสร้างความเข้าใจและเห็นใจกันบนพื้นฐานความเป็นมนุษย์ เครือข่ายบุหรี่ไฟฟ้าร่วมกับนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนแนวทางลดอันตรายจากการสูบบุหรี่ ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกับตัวแทนภาครัฐด้านสาธารณสุขตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงระดับเจ้ากระทรวงสาธารณสุข พร้อมชี้ให้เห็นหลักฐานจากการปฏิบัติจริง และข้อมูลที่รองรับด้วยวิทยาศาสตร์ จนในที่สุด รัฐบาลนิวซีแลนด์ประกาศใช้กฎหมายอนุญาตให้ขายบุหรี่ไฟฟ้าอย่างถูกกฎหมาย ในปี 2018 โดยมีมาตรการควบคุมอย่างเหมาะสม เพื่อเปิดทางสู่การบรรลุเป้าหมายในการเป็นประเทศปลอดควันบุหรี่ภายในปี 2025

“ในฐานะผู้บริโภคที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับนโยบายเหล่านี้ เราควรมีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้อง แต่รัฐบาลของหลายๆ ประเทศแถบเอเชียแปซิฟิกส่วนใหญ่ยังกีดกันผู้บริโภคออกจากการดำเนินงานโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวกับการควบคุมยาสูบทั้งในระดับประเทศและระดับโลก และยังตัดสินใจกำหนดนโยบายเพื่อสุขภาพของพวกเราจากมาตรวัดที่ลำเอียงของพวกเขาเอง” ตัวแทนผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่เข้าร่วมการประชุมฯ กล่าว