วันนี้ 17 ก.ย. 2563 รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยถึงกรณีที่รัฐบาลมีแผนการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในเดือนตุลาคมนี้ ว่า

 

ถ้าหากเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวจากต่างชาติเข้ามาความเสี่ยงจะมีสูงขึ้นอย่างแน่นอน เหตุผลที่ว่าต่างประเทศทั่วโลกมีการระบาดที่รุนแรงกว่าประเทศไทย ถ้าดูจากจำนวนตัวเลขวันนี้แตะเกือบ 30 ล้านคน อีกทั้งอัตราการติดเชื้อไวขึ้น กว่าช่วงเดือนมีนาคมถึง 9 เท่า ไวกว่าช่วงเดือนพฤษภาคม และเดือนมิถุนายน ถึง 3 เท่า เพิ่มขึ้น 1 ล้านคน อัตราเร็วคือ 3.5 วันซึ่งถือว่าไวมาก และเมื่อไปเจาะดูรายประเทศจะพบว่าประเทศส่วนใหญ่ของโลก มีการติดเชื้อมากกว่าประเทศไทยหลายเท่าตัว

 

ขณะที่ประเทศไทยในอดีตที่ผ่านมา ตอนที่ยังไม่เปิดประเทศ มีอัตราการตรวจพบผู้ติดเชื้อเฉลี่ย 0.5 เปอร์เซ็นต์ ถือว่ามีจำนวนต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ถ้าเปิดให้ชาวต่างชาติเข้ามาไม่ว่าจะมาจากประเทศอะไรความเสี่ยงย่อมมากขึ้นที่จะเกิดการติดเชื้อได้ ก่อนหน้าที่จะรับนักท่องเที่ยวประเทศไทยมีการปลดล็อคเฟส5 เฟส6 เพื่อรับ 11 กลุ่มเป้าหมาย ตนเคยคาดหมายว่า 11 กลุ่มเป้าหมาย ถ้าเข้ามา 1 แสนคน จะเจอผู้ติดเชื้อประมาณ 500 คน คิดเป็นอัตรา 0.5 เปอร์เซ็น แต่ถ้าเปิดรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ จะลำบากเพราะจะมาจากหลากหลายชาติ ความเสี่ยงจะมากขึ้นตามจำนวนคนที่เข้ามา

 

 

กระทรวงสาธารณสุขพยายามชี้แจงกับสาธารณชนว่า การรับนักท่องเที่ยวเข้ามาไม่มีความเสี่ยง ไม่เพิ่มความเสี่ยง ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด เพราะเป็นความคลาดเคลื่อนกับความเป็นจริงที่อธิบายในทางวิชาการ เพราะประเทศอื่นระบาดรุนแรง อีกทั้งการที่บอกว่าประเทศเอาอยู่ไม่เพิ่มความเสี่ยง เพราะมีระบบคัดกรองและการกักตัว 14 วัน ซึ่งการตรวจเชื้อไม่ได้การันตีความปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์ มีโอกาสหลุดรอดได้ถึง 5 เปอร์เซ็น นั่นหมายถึงคนติดเชื้อที่เดินทางเข้ามามีโอกาสที่จะได้ผลลบ ทั้งที่ตัวเองติดเชื้อประมาณ 5 เปอร์เซ็น

 

และถ้า 5 เปอร์เซ็นหลุดเข้าไปในชุมชนในเมืองกทม. และการป้องกันของประชาชนไม่ดีพอมีโอกาสแพร่ระบาดได้ จะเห็นได้จากการเปิดประเทศของหลายประเทศ ไม่มีประเทศไหนที่รอดจากการติดเชื้อภายในประเทศ ต่อมาก็จะมีการระบาดซ้ำ เช่น ประเทศ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เวียดนาม ออสเตรีย พอเปิดประเทศให้คนเข้ามาจะเจอคนที่ติดเชื้อภายในประเทศในระยะเวลา 4-6 สัปดาห์

 

นอกจากนี้ รศ.นพ.ธีระ ยังบอกอีกว่า เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ที่เริ่มให้กลุ่มเป้าหมายทยอยเข้ามา และพบว่าเจอเคสที่เป็นอดีตดีเจติดเชื้อโควิด ตอนช่วง 6 สัปดาห์หลังจากที่เริ่มเปิดประเทศ สิ่งนี้ตรงตามที่เคยระบุไว้ว่าประเทศอื่นก็เป็นแบบนั้น สิ่งที่เตือนต่อมาคือเมื่อเจอเคสที่ติดเชื้อโควิดภายในประเทศแล้ว  มักจะหาต้นตอไม่ได้ เพราะคนเราจะจำไม่ได้ว่า 14 วันก่อนหน้านี้ไปเจอใครมาแล้วบ้าง ต่อให้ถามประวัติก็มีโอกาสหลุดรอดเสมอ อย่างเคสอดีตนักโทษดีเจก็มีการสอบถามคนใกล้ชิดกว่า 1,000 คน แต่มาตรวจจริง 500 คนที่ไม่ติดเชื้อ และอีก 500 คนไม่ได้ตรวจและไม่ได้บอกเหตุผล ก็มีโอกาสหลุดรอดได้

 

 

รศ.นพ.ธีระ บอกว่า ขณะนี้มีอยู่ 3 เรื่องหลักๆที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน ประการแรก คือ การสื่อสารกับสาธารณชนให้ทราบว่ามีการติดเชื้อในประเทศและหาต้นตอไม่ได้ทั้งหมด และมีโอกาสติดเชื้อแฝงโดยที่ไม่รู้ต้นตอของเชื้อ ประชาชนต้องเคร่งครัดตั้งการ์ดขึ้นมา ใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ อยู่ห่างคนอื่น 1 เมตร พบคนน้อยลงสั้นลง เที่ยวอย่างมีสติ เลี่ยงการชุมนุม

 

ประการที่สอง คือ ทางครัวเรือน ธุรกิจ ห้างร้าน ที่จ้างแรงงานต่างด้าว ควรที่จะขึ้นทะเบียนและพาไปตรวจเชื้อโควิดทุกราย ทางการก็มีการรับแรงงานต่างด้าวเข้ามาเป็นทางการด้วย แรงงานเหล่านี้จะไม่ได้อยู่ในสเต็จควอรันทีนเหมือนปกติ แต่เขาได้วางแผนให้นายจ้างที่รับต่างด้าวเข้ามาทำสถานที่กักตัวเอง สังเกตุอาการเอง ซึ่งความเสี่ยงในการหลุดรอดก็สูงเช่นเดียวกัน

 

ประการสุดท้ายที่รัฐบาลต้องทำอย่างยิ่ง คือการเตรียมระบบคัดกรองเชื้อโควิดที่ง่ายและทั่วถึงทุกคน เบิกจ่ายได้จากกองทุนสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ ประกันสังคม บัตรทอง โดยไม่ต้องยึดติดว่าจะต้องมีอาการ เพราะบางคนอาจไม่แสดงอาการก็เป็นได้ เพราะในขณะนี้ถ้าเกิดการระบาดรอบ 2 ขึ้นมา ระบบจะเป็นหัวใจหลักที่จะควบคุมโรค ซึ่งไม่เหมือนกับการระบาดรอบแรก และรัฐจำเป็นต้องสื่อสารกับสาธารณะโดยใช้หลักวิชาการมาเป็นตัววิเคราะห์และนำเสนออย่างถูกต้องเหมาะสม ที่ผ่านมารัฐพยายามเสนอข้อมูลต่าง ๆ ที่ไม่ตรงกัน จะทำให้เกิดความไม่น่าเชื่อถือได้