เมื่อวานนี้ (16 ก.ย.2563) คณะอนุกรรมธิการสิทธิเสรีภาพด้านสื่อสารมวลชนและสื่อสาธารณะวุฒิสภาได้เชิญนายทรงพล เรืองสมุทร ซึ่งเป็นอดีตหัวหน้าช่างภาพ รวมไปถึงนายศักดิ์ดา วรรณสุทธิ์ อดีตนักข่าวของช่องทีวีช่องหนึ่ง เข้าให้ถ้อยคำต่อที่ประชุม ถึงกรณีการนำเสนอข่าวเกาะติดคดีน้องชมพู่ ในพื้นที่บ้านกกกอก ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร

อ่านข่าว : ผู้สื่อข่าวช่องดังสุดทน ประกาศลาออก หลังลำบากใจทำข่าวบ้านกกกอก

นายศักดิ์ดา วรรณสุทธิ์ อดีตนักข่าวที่ได้มีโอกาสลงพื้นที่ไปที่บ้านกกกอกเป็นระยะเวลานานกว่า 1 เดือน เปิดเผยว่า ตนเองลำบากใจในการปฏิบัติหน้าที่จึงตัดสินใจลาออกมา เพราะการเข้าถึงสิทธิส่วนบุคคลระหว่างทำข่าวกับชาวบ้าน ซึ่งบางทีชาวบ้านไม่ได้ปฏิเสธแต่เราก็ลำบากใจ เพราะเรื่องที่ถามไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดีน้องชมพู่เลย

 

ยอมรับว่าลำบากใจในการนำเสนอเรื่องความเชื่อและร่างทรง แต่ตนไม่สามารถปฏิเสธกองบรรณาธิการได้ ส่วนการนำเสนอข่าวที่สร้างความขัดแย้งของคนในหมู่บ้านจนแตกเป็น 2 ฝ่าย ตนคิดว่าสื่อมีส่วนสร้างความแตกแยก เนื่องจากเป็นการพูดผ่านสื่อไม่ได้คุยกันโดยตรงจนนำไปสู่ความเข้าใจผิด นอกจากนี้ยังยอมรับว่าถูกกดดันจากทั้งนายจ้างและประชาชนในพื้นที่ด้วย

 

ขณะที่นายทรงพล เรืองสมุทร อดีตหัวหน้าช่างภาพ เผยว่า สาเหตุที่ตนลาออกเพราะรู้สึกละอาย รู้สึกอึดอัดใจ ตนไม่ได้อยากออกมาแฉแต่อยากเปลี่ยนกระบวนการทำงานของสื่อมวลชนไม่ให้โครงสร้างบิดเบี้ยวและอยากให้เสียงส่งไปถึงผู้ใหญ่ กองบรรณาธิการมีความพยายามที่จะบี้ประเด็นมากับคนทำข่าวที่ลงพื้นที่ ที่จะต้องได้มากกว่าช่องอื่นจึงเป็นการใช้เสรีภาพของสื่อมากเกินความจำเป็น ล่วงเกินเสรีภาพของบุคคลที่เป็นแหล่งข่าว เพราะโครงสร้างสื่อปัจจุบัน ให้ความสำคัญกับปากท้องมากกว่าจริยธรรม

 

อดีตหัวหน้าช่างภาพเผยต่อว่า กรณีการสัมภาษณ์พระในข่าว ซึ่งไม่ใช่พระในสำนักสงฆ์ที่กองบรรณาธิการพยายามให้นักข่าวภาคสนามไปขอน้องให้ประแสดงอภินิหาร ไปคุยกับต้นไม้และถามว่าเห็นนิมิตรอะไรหรือไม่ ซึ่งตนมองว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่จะมาอ้างว่าคนดูชอบ แต่เป็นการแก้ตัวที่ไม่มีความรับผิดชอบ ซึ่งตนเองเคยหารือเรื่องนี้ในองค์กรแบบไม่เป็นทางการ แต่อีกฝ่ายกลับไม่เห็นด้วย โดยบอกว่า "ทำแล้วมีคนดู เรทติ้งสูง เม็ดเงินเข้ามา ใครจะอยากเปลี่ยนเรื่อง"

 

ขณะเดียวกัน พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ ตัวแทนจาก กสทช. ย้ำว่าเป็นเรื่องของทุนสูงสุดในอุตสาหกรรมสื่อที่หากำไรกับเรื่องแบบนี้ ก่อนบอกไปยังผู้ร่วมชี้แจงว่า "น้องออกมาน่ะดีแล้ว" พร้อมเปิดเผยข้อมูลว่าในปี 2562 ช่องดังกล่าวมีเรื่องร้องเรียนเข้ามา 3 เรื่อง ส่วนปีนี้ยังไม่จบปีมี 6 เรื่องที่ร้องเรียนเข้ามา ซึ่งโทษเป็นการปรับเงิน พร้อมอธิบายว่าการบังคับใช้กฎหมายของ กสทช. เป็นลักษณะขั้นบันได จากการปรับสู่การพักใช้ใบอนุญาตหรือจอดำไปจนถึงการเพิกถอนใบอนุญาต

 

จากนี้หากช่องดังกล่าวถูกร้องเรียนในเรื่องเดิมและรุนแรงกว่า จะไม่ใช้การปรับ แต่จะพิจารณาถึงบทลงโทษอื่น เช่น การพักใบอนุญาตหรือจอดำในรายการนั้นๆ พร้อมฝากถึงประชาชนให้ช่วยร้องเรียนมายัง กสทช. ต่อไป

 

โดยประธานอนุกรรมาธิการยืนยันว่าจะสรุปประเด็นในเรื่องนี้ ก่อนที่ต้นเดือนตุลาคม 2563 จะเชิญตัวแทนกองบรรณาธิการข่าวและผู้อำนวยการฝ่ายข่าวของสถานีโทรทัศน์ช่องดังกล่าวมาสอบข้อเท็จจริงต่อไปด้วย