นายเกิดผล  แก้วเกิด ทนายความ  ให้ความเห็นกรณีนายจารุชาติ มาดทอง พยานที่เคยให้การว่า เห็น ด.ต. วิเชียร กลั่นประเสริฐ  ผู้ตาย ขี่รถมอเตอร์ไซด์ ตัดจากเลนถนนซ้ายสุดไปยังเลน 3 ที่นายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ขับรถมา ทำให้นายวรยุทธ ตั้งตัวไม่ทัน และเกิดชนกันขึ้นและนายวรยุทธ ขับรถมาด้วยความเร็วไม่เกิน 80 กม. ต่อชั่วโมงและพยานปากนี้ได้ เสียชีวิตลง ว่า  เมื่อพยานปากนี้เคยให้การต่อพนักงานสอบสวนไว้แล้ว แม้เขาจะไม่สามารถมาให้การใหม่ แต่ก็สามารถชั่งน้ำหนักจากถ้อยคำที่เขาเคยให้การไว้กับพนักงานสอบสวนเมื่อครั้งเขายังมีชีวิตอยู่ว่าน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหนได้ ซึ่งก็ขึ้นกับคณะกรรมการชุดต่างๆที่ตั้งขึ้นมา  ว่าน่าเชื่อถือหรือไม่น่าเชื่อถืออย่างไร  เพราะว่าพยานที่ไม่มาให้การอีกครั้ง หรือไม่มาให้การในชั้นศาล ศาลก็เคยนำพยานลักษณะนี้มาวินิจฉัยคดีว่าจะยกฟ้องหรือลงโทษจำเลย โดยดูจากคำให้การของพยานที่เคยให้ไว้ในชั้นพนักงานสอบสวน

“พยานมาเบิกความไม่ได้ พยานล้มหายตายจาก ศาลก็เคยเอาคำให้การของพยานที่เคยให้ไว้ในชั้นพนักงานสอบสวน มาพิจารณาตัดสินคดี ดังนั้นคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมา ก็เอาคำให้การนายของนายจารุชาติ  ที่เคยให้ไว้ในชั้นพนักงานสอบสวน ขึ้นมาประกอบการพิจารณาได้เช่นกันว่าน่าเชื่อถือแค่ไหน  “


 

 เมื่อถามว่าแต่เมื่อนายจารุชาติ เสียชีวิตลง ทำให้การที่จะซักถามจับพิรุธจากเจ้าตัวเกี่ยวกับคำให้การที่เคยให้ไว้ไม่สามารถทำได้อีก นายเกิดผล กล่าวว่า แม้ว่าจะไม่สามารถ ซักจับพิรุธพยานปากนี้ได้อีก แต่คณะกรรมการฯที่ตั้งขึ้นก็ยังสามารถชั่งน้ำหนักความน่าเชื่อถือพยานปากนี้ได้จากคำให้การที่พยานปากนี้เคยให้ไว้ หากพยานปากนี้ไม่น่าเชื่อถือ ความไม่น่าเชื่อถือของพยานปากนี้ก็ยังมีอยู่เหมือนเดิม  หากมีพิรุธ ก็ยังมีพิรุธจากถ้อยคำให้ที่เคยให้ไว้ในสำนวนอยู่ดี

 “ อีกทั้งการพิจารณาคดีไม่ได้ดูจากพยานปากนี้เพียงปากเดียว ยังมีพยานปากอื่นและหลักฐานอื่นอีก ไม่ว่าพยานปากนี้จะเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุหรือฆาตกรรม ก็ไม่มีผล จะรื้อคดีได้หรือไม่  ไม่เกี่ยวกับว่าพยานปากนี้จะตายหรือจะยังมีชีวิตอยู่  เพราะเขาต้องดูจากองค์ประกอบหลายๆอย่าง  ไม่ได้เอาพยานปากนี้เพียงปากเดียวมาเป็นตัวชี้ขาดว่าจะรื้อหรือไม่รื้อคดีขึ้นมาใหม่”