นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.แถลงสถานการณ์รายวัน (13 กรกฎาคม 2563) ว่า วันนี้มีผู้ติดเชื้อเพิ่ม 3 ราย หายป่วยแล้ว 3,090 ราย ผู้ป่วยยืนยันสะสม 3,220 ราย ผู้ป่วยรักษาอยู่ 73 ราย เสียชีวิตสะสม 58 ราย

ทั้งนี้ประเด็นที่หลายฝ่ายให้การจับตามองอย่างใกล้ชิด นั้นก็คือกรณีไทม์ไลน์การติดเชื้อของทหารชาวอียิปต์ อายุ 43 ปี มีอาชีพทหาร  ซึ่งเดินทางมาพร้อมคณะลูกเรือทั้งหมด31ราย โดยเดินทางมาจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตต์ และปากีสถาน เข้าประเทศไทยผ่านทางสนามบินอู่ตะเภาเมื่อวันที่ 8 กค.และเข้าพักยังโรงแรมแห่งหนึ่งในจ.ระยอง และจากนั้นบินไปทำภารกิจที่ เฉิงตู ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันเดียวกัน และกลับเข้าพักยังโรงแรมเดิมที่จ.ระยอง และวันที่11กค.ทั้งหมดเดินทางออกจากไทย  กลับอียิปต์ และจากการตรวจคัดกรองอาการลูกเรือ31ราย ตั้งแต่วันที่10กค.ผลตรวจออกมาจากห้องปฎิบัติการในวันที่12กค.พบว่าลูกเรือติดเชื้อ 1ราย

ทำให้สร้างความกังวลใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากพบว่าทีมลูกเรือได้ออกจากโรงแรมไปยังสถานที่ต่างๆ ในจ.ระยอง  ทำให้ทางเจ้าหน้าที่สอบสวนโรคจะต้องมีการลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่ต่างๆทั้งหมดทันที 

ซึ่งวันนี้เราจะมาทบทวนมาตรการ สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่ทาง ศบค.อนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศไทยได้
แบบต้องกักตัว 14 วัน และไม่ต้องกักตัว มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง 

กลุ่มเป้าหมายที่ตอบรับมาตรการ State Quarantine (เข้ามาต้องกักตัวก่อน)

  1. นักธุรกิจ/นักลงทุน 700 คน
  2. แรงงานผีมือ/ผู้เชี่ยวชาญ 15,400 คน 
  3. คนต่างด้าว กรณีเป็นครอบครัวของคนไทย 
  4. และ/หรือ มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย 2,000 คน 
  5. ครูอาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนนักศึกษา 2,000 คน 
  6. Medical and Wellness Tourism 30,000 คน

กลุ่มเป้าหมายที่ใช้มาตรการควบคุมสังเกต 

นักธุรกิจ/นักลงทุน ที่เดินทางเข้ามาระยะสั้นๆ และแขกของรัฐบาล หรือส่วนราชการต่างๆ (มีการตรวจโควิด-19 ทั้งจากประเทศต้นทางและเมือเดินทางถึงประเทศ) และมีทีมติดตามด้านการแพทย์และสาธารณสุข หรือทีมที่ได้รับมอบหมาย จากกระทรวงสาธารณสุข ติดตามคณะเดินทาง ตามมาตรการไว้สังเกต นักท่องเที่ยวและผู้เดินทางตามโครงการ  travel bubble ต้องมีการหารือเพิ่มเติม

โดยเราจะมาตรวจสอบไทม์ไลน์ทหารปียิปต์ วัย 43 ปี ที่เดินทางเข้าไทยอีกครั้ง 

ไทม์ไลน์ทหารชาวอียิปต์ที่เดินทางเข้ามาในไทยและตรวจพบติดโควิด-19 

วันที่ 7 ก.ค. เดินทางจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ไปยังปากีสถาน
วันที่ 8 ก.ค. เดินทางเข้ามายังท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา เข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่ง อ.เมือง จ.ระยอง
วันที่ 9 ก.ค. ออกจากโรงแรมไปท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา เพื่อไปทำภารกิจทางการทหารที่เมืองเฉิงตู 
สาธารณรัฐประชาชนจีน และเดินทางกลับมาวันเดียวกัน เข้าพักโรงแรมที่เดิม จ.ระยอง (เดินทางแบบไปกลับวันเดียว)
วันที่ 10 ก.ค. เข้าคัดกรองทั้งคณะที่เดินทางและลูกเรือจำนวน 31 ราย 
วันที่ 11 ก.ค. ผลตรวจทางห้องปฎิบัติการณ์ยังไม่ชัดเจนจึงส่งตรวจซ้ำอีกครั้ง แต่คนร่วมคณะอีก 30 คน ไม่พบเชื้อ
วันที่ 12 ก.ค. ผลออกมาว่ายืนยันพบเชื้อ

ซึ่งจาการสังเกตไทม์ไลน์พบว่า ทหารอียิปต์และลูกเรือทั้งหมด 31 คน เดินทางเข้าประเทศไทยในระยะเวลาสั้นๆ จึงทำให้ไม่ต้องมีการกักตัว แต่จะมีการตรวจสอบโรคตั้งแต่ประเทศต้นทางและประเทศปลายทาง แต่คำถามที่ตีกลับไปคือ ทำไมถึงปล่อยให้บุคคลเหล่านี้ ออกไปนอกสถานที่ต่างๆได้ โดยที่ไม่มีมาตรการควบคุมที่รัดกุม 

และจากการทบทวนมาตรการต่างๆเหล่านี้ ทำให้เกิดข้อสังเกตเกิดขึ้นหลายอย่าง ถึงมาตรการที่หละหลวมเกิดขึ้นใช่หรือไม่ ในการเฝ้าระวังและติดตามทหารอียิปต์และลูกเรือทั้งหมด และถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ เพราะประเทศไทย มีการเข้มงวด คัดกรอง มาโดยตลอดขอให้คนไทยการ์ดอย่าตก แต่วันนี้สิ่งที่รัฐบาลปล่อยให้มีการนำเชื้อเข้ามาในประเทศไทยในกลุ่มทหารอียิปต์พร้อมทั้งลูกเรือเหล่านี้...ระวังจะเป็นจุดที่ทำให้เกิดการระบาดครั้งใหญ่เกิดขึ้น

แกะรอย"ทหารอียิปต์" รัฐบาลการ์ดตกหรือไม่ เปิดช่องให้เชื้อเข้าไทย ?