เพจ มูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์ Watchdog Thailand - WDT โพสต์ภาพสุดเวทนา กรณี 'น้องภูเก็ต' ควายเผือกที่ถูกสับเป็นชิ้นๆ นอกจากนี้ส่วนเนื้อควายน้ำหนัก 400 กิโลกรัมซึ่งเป็นราคาตามท้องตลาดได้หายไปด้วย และโรงพยาบาลสัตว์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) ไม่ยอมส่งซากให้มูลนิธิ จนทางวอชด็อกต้องเข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ สภ.คอหงส์ จ.สงขลา

 

 

วันนี้ (1 ก.ค.2563) เมื่อเวลา 10.00 น. สภาทนายความสงขลา เข้าร่วมดูแลการแจ้งความโดยตัวแทนมูลนิธิ กรณีเรื่องแปลกแต่จริง มูลนิธิอนุรักษ์โคกระบือไทยเพื่อชีวิตใหม่แก่สัตว์ถูกทอดทิ้งนำส่ง "น้องภูเก็ต"ควายเผือกถูกรถชนขาหัก ไปรักษาที่โรงพยาบาลสัตว์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2563 แต่จู่ๆ ก็ได้รับการแจ้งว่า 'น้องภูเก็ต' ตายในวันที่ 19 มิถุนายน 2563 โดยไม่ทราบสาเหตุโดยไม่มีเอกสารยืนยันผลชันสูตรหรือการผ่าพิสูจน์ นอกจากนี้ยังถูกสับเป็นชิ้นๆ อย่างน่าเวทนาและไม่ยอมส่งซากคืนให้มูลนิธิ

 

หลังรับทราบว่า 'น้องภูเก็ต' ตาย ทางมูลนิธิฯ ประสงค์นำซากไปทำพิธีบังสกุลอุทิศส่วนกุศลและฝังซากให้น้องควายภูเก็ตได้ไปสู่สุคติ แต่ทาง มอ. กลับไม่ยอมส่งซากให้โดยอ้างว่า ไม่ทราบเจ้าของ ทั้งที่ปศุสัตว์ภูเก็ตเป็นผู้นำส่งพร้อมใบเคลื่อนย้ายอย่างถูกต้อง โดยน้องภูเก็ตเป็นควายเผือกของกลางที่มีมูลนิธิเป็นผู้ดูแลผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษา

 

ก่อนหน้านี้ คณบดีคณะสัตวแพทย์ฯ แจ้งมูลนิธิขอรับเงิน 10,000 บาท จากมูลนิธิ อ้างนำไปซื้อรอก แต่ในที่สุดไม่ได้ซื้อ อธิการบดีจึงสั่งให้คณะฯ คืนเงินให้มูลนิธิปศุสัตว์ภูเก็ต ยืนยันว่า ก่อนหน้าวันที่ 19 มิถุนายน 2563 คืนที่ควายตาย โดยไม่ทราบสาเหตุและไม่มีเอกสารการผ่าชันสูตร ทางโรงพยาบาล เชิญประชุมขอเก็บเงินปศุสัตว์ฯ จำนวน 30,000 บาท อ้างเป็นควายที่ไม่มีเจ้าของเคส

 

ทั้งที่ ตลอดเวลาที่ทำการรักษา มูลนิธิมีการสื่อสารกับ ผอ.โรงพยาบาล มีการรายงานการรักษาและรูปถ่ายควายเผือกตั้งแต่แรกทุกวัน เป็นหลักฐานแสดงว่าทางโรงพยาบาลทราบมาตั้งแต่รับควายเข้ารักษาว่า มูลนิธิฯเป็นเจ้าของเคสที่รับผิดชอบดูแลรักษาควายจนจบการรักษา และไม่มีอะไรเกี่ยวข้องเรื่องค่ารักษากับปศุสัตว์ภูเก็ตแต่อย่างใด หลังการประชุมที่ปศุสัตว์ไม่จ่าย จึงหันกลับไปทวงถามเงินค่ารักษาที่อ้างว่ามูลนิธิไม่ยอมจ่ายเป็นจำนวนเงิน 63,000 บาท

 

วอชด็อก ระบุว่า คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มอ. น่าจะต้องตอบคำถามมูลนิธิ สภ.ถลาง เจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชนให้ได้

 

1. หลังการทวงถามเงินจากปศุสัตว์จังหวัดภูเก็ตแล้วไม่ได้คืนวันที่ 19 มิถุนายน 2563 น้องภูเก็ตควายเผือกตาย โดยไม่ทราบสาเหตุ เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลส่งภาพให้พร้อมเลือดภายในคอก  ตัวแทนมูลนิธิพบเห็นควายน้ำลายฟูมปากแล้วหลังจากนั้นควายก็หายไป ติดตามหาไปทั่วโรงพยาบาลก็ไม่พบ

 

2.หลังมูลนิธิรับทราบว่าควายตาย และพยายามขอรับทราบผลการผ่าชันสูตรแต่ได้รับการบ่ายเบี่ยงว่าไม่ให้ ให้ไม่ได้ ทั้งๆ ที่มูลนิธิคือเจ้าของเคสและเป็นผู้ดูแลรักษาของกลาง แต่มีการออกหนังสือถึงปศุสัตว์จังหวัดภูเก็ตในวันที่ 23 มิถุนายน 2563 อ้างว่าควายตายเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2563 และได้มีการชันสูตรซากพบเสียชีวิต เนื่องจากเส้นประสาทขาหน้าทั้งสองข้างถูกทำลายจากการถูกรถชน ไม่สามารถลุกขึ้นได้ทำให้เกิดบาดแผลกดทับอวัยวะภายในเกิดการอักเสบยึดติดกัน ไม่ค่อยกินอาหารทำให้อ่อนแอลงและติดเชื้อจากบัตรแผลกดทับเข้าสู่อวัยวะต่างๆในร่างกายจนไม่สามารถทำงานได้ต่อไป ตรงกันข้ามกับคำให้การของตัวแทนมูลนิธิ ซึ่งคอยดูแลควายทุกวัน และยืนยันว่าควายกินอาหารปกติ

 

3. ในที่สุดมูลนิธิ ก็ได้รับทราบว่าซากของน้องภูเก็ตถูกนำไปหั่นเป็นชิ้นๆ เมื่อสอบถามอ้างว่าไม่มีที่เก็บแต่มีร่องรอยแล่เนื้อหายไป 400 กิโล มูลนิธิประสงค์นำน้องภูเก็ตไปทำพิธีบังสุกุลและทำบุญอุทิศส่วนกุศล ก็ยังไม่ยอมคืนซากให้จนต้องขอให้ผู้กำกับถลางทำหนังสือขอรับซากคืนในฐานะเจ้าของทรัพย์ของกลาง

 

วอชด็อก ดำเนินการให้มูลนิธิโคกระบือฯ ประสาน พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ ผบช.ภ.9 และ พล.ต.ต. ทิวธวัช นครศรี ผบก.ภ.จว.สงขลา มอบหมายสั่งการให้ตัวแทนมูลนิธิเข้าแจ้งความดำเนินคดีพร้อมสภาทนายความสงขลาประสานเข้าร่วมดูแลกำกับการดำเนินคดี วันนี้ 1 กรกฎาคม 2563 เวลา 10:00 น. ในฐานะที่มูลนิธิ เป็นผู้ส่งรักษา และ มีพยานยืนยันว่า ควายน้ำลายฟูมปากและมีเลือดออกตามภาพ จึงสงสัยว่า ควายจะถูกทารุณกรรม เข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษเพิ่ม เรื่อง 

 

1. ทารุณกรรมสัตว์ 

 

2. สัตว์นั้นเป็นของกลางของ สภ.ถลาง เท่ากับมีการทำลายของกลาง

 

3. ลักทรัพย์ เพราะแล่เนื้อเอาไปขายถือว่าเป็นการเอาไปโดยทุจริต หมายถึงลักทรัพย์ ไม่ใช่แค่ยักยอกทรัพย์ เพราะเขาเอาทรัพย์ไปฝากให้รักษา แต่กลับแล่เอาเนื้อไปขาย

 

4. ทำให้เสียทรัพย์ ทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้นหลักฐานในคดี