นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีที่ประเทศไทยไม่พบตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ในประเทศติดต่อกันถึง 33 วัน ว่า

 วันนี้..."มีแต่ความว่างเปล่า"

 ความว่างเปล่านี้...ดี...

และเป็นความพิเศษของเรา แตกต่างจากประเทศอื่นทั่วโลก

หลายประเทศ"เคยว่างเปล่า" บัดนี้กำลังปวดหัวกับตัวเลขที่ผุดขึ้นแต่ละวันไม่หยุดหย่อน

ระลอกสองนั้นคุมลำบากกว่าระลอกแรก ด้วยเหตุผลหลายประการ

หนึ่ง ทุกประเทศทุ่มทรัพยากรหมดหน้าตักไปกับการสู้ระลอกแรก พอเกิดระลอกสอง กำลังที่จะสู้ย่อมร่อยหรอลงไป หลายประเทศก็ต้องกู้หนี้ยืมสินมา

สอง ระลอกสอง คนในประเทศจะเกิดภาวะเหนื่อยหน่ายกับมาตรการเดิมที่เคยใช้แล้วได้ผล เราเรียกว่า "community exhaustion" ทำให้มาตรการเดิมจะได้ผลน้อยลง การควบคุมโรคจะเป็นไปได้ยากขึ้น ใช้เวลานานขึ้น

สาม ระลอกสอง มักเกิดในกลุ่มคนที่ใช้ชีวิตประจำวัน ต่างจากระลอกแรกที่มุ่งเป้าเฉพาะกลุ่มได้ง่ายกว่า พอเกิดระลอกสอง กว่าจะตามหาเจาะจงกลุ่มเป้าหมายทั้งหมดได้จะนานกว่า และระบาดไปกว้างก่อนจะจัดการได้

ประเทศไทยนั้นเราร่วมด้วยช่วยกันสู้ ฉุดกราฟการระบาดจาก 33% มาเหลือ 3% ได้โดยใช้เวลา 3 เดือนกว่าๆ

ยังไม่มียา ไม่มีวัคซีน มีแต่สองแขนของเราที่ต้องช่วยกันตั้งการ์ดให้เข้มแข็งในระยะยาว

ช่วยกันใส่หน้ากากเสมอ...ล้างมือบ่อยๆ...อยู่ห่างคนอื่น 1 เมตร

พูดน้อยลง...พบปะคนน้อยลงสั้นลง

เลี่ยงที่อโคจร...หมั่นสังเกตอาการตนเองและครอบครัว

หลังวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ความเสี่ยงสูง

4-7 กรกฎาคมเป็นช่วงตรงกับระยะฟักตัวของโรค หากมีคนติดเชื้อตั้งแต่วันที่ 1 ดังนั้นต้องตั้งการ์ดให้ดี

หากคิดจะไปเที่ยว...ต้องเที่ยวอย่างมีสติ

การไม่มีเคสรายงานในประเทศ ไม่ได้แปลว่าไวรัสหมดไปจากสังคมไทยนะครับ...