นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ ศบค. แถลงข่าวสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ประจำวันที่ 21 พฤษภาคม 2563 ตอบคำถามในประเด็นต่างๆ จากโลกออนไลน์ และผู้สื่อข่าว 

- กรณีที่ถูกวิจารณ์ในประเด็นที่ว่า ทำไมห้างสรรพสินค้าเปิดได้ แต่โรงเรียนเปิดไม่ได้ อยากให้ทาง ศบค.ให้เหตุผลเกี่ยวกับเรื่องนี้ 

 

ตอบสำหรับ 2 เคสนี้ ต้องบอกว่า แตกต่างกัน ในห้างสรรพสินค้าก็จะเป็นผู้ใหญ่ มีมาตรการป้องกัน มีผู้ประกอบการดูแล หลายส่วนมีความจำเป็นต่อชีวิตประจำวัน 

 

ส่วนในเรื่องของการศึกษาก็มีความจำเป็นต่อชีวิตประจำวัน แต่สำหรับโรงเรียนนั้น มีความต่างในกลุ่มของนักเรียน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบาง และมีความเสี่ยง ซึ่งตามลักษณะนิสัยเด็กๆ ชอบเล่น สัมผัสกัน มีโรคประจำตัว เวลาเป็นหวัดก็ติดต่อกันได้ง่ายๆ 

 

เราก็จะเห็น และรู้กันอยู่แล้วว่า ทุกครั้งที่มีการเปิดเรียนจะมีการระบาดของไข้หวัด ดังนั้น เด็กมีโอกาสที่จะติดกันได้ หรือโอกาสที่เด็กอาจจะนำเชื้อ ออกไปยังที่บ้านสู่ผู้สูงอายุได้ จึงมองว่าเป็นจุดที่มีความเสี่ยง ฉะนั้น ต้องชะลอการเปิดโรงเรียนออกไป จนกว่าจะมั่นใจว่าปลอดภัยจริงๆ ซึ่งตอนนี้ก็ได้กำหนดวัน เวลาเรียบร้อยแล้ว

 

กรณีการลือที่ว่า ไม่ให้เข้าใกล้คนที่หายป่วยจากโควิด-19 

 

ตอบ : คนที่หายป่วยจากโควิด-19 แล้ว เขาจะมีภูมิคุ้มกันที่ดีกว่าเราๆ ที่ไม่เคยติดเชื้อด้วยซ้ำ คนที่หายป่วยจะแข็งแรงกว่าคนปกติ จะเห็นว่าพลาสม่าจากผู้ที่หายป่วย สามารถใช้รักษาคนป่วยได้อีกด้วย ดังนั้น ไม่ควรต้องไปรังเกียจกับผู้ที่หายป่วยแล้ว เพราะเขาแข็งแรงกว่าเราอีก

 

กรณี ร้านนวด ที่มีข่าวว่าจะเริ่มเปิดบริการในวันที่ 31 พ.ค.2563 นี้ 

 

ตอบเรื่องนี้หลักๆ ขึ้นอยู่กับว่า ถ้าตัวเลขผู้ติดเชื้อดีขึ้น ก็จะสามารถผ่อนปรนได้ เราจะไปต่อได้ในระยะที่ 3 อย่างที่เคยบอก

 

แต่หากอีก 9 วันที่เหลือนี้ ตัวเลขผู้ติดเชื้อกลับมาพุ่งสูงมาก ก็คงต้องกลับมาคิดกันใหม่ ซึ่งระหว่าง 9 วันนี้ ขอให้ทางสมาคม ชมรม ช่วยกันตรวจสอบ เสนอแนะ หาแนวทางช่วยกันเกี่ยวกับการป้องกันโรคได้จะดีมาก ซึ่งหากมีข้อเสนอแนะที่ช่วยป้องกันโรคโควิด-19 ก็สามารถเสนอแนะเข้ามา ศบค. ได้เลยทันที

กรณีการเวิร์คฟรอมโฮม (Work from home) ยังมีอยู่หรือไม่ เนื่องจากมีรายงานว่าหน่วยงานราชการยกเลิกการเวิร์คฟรอมโฮมไปแล้ว

 

ตอบ : ศบค. ยืนยันว่า เวิร์คฟรอมโฮมเป็นหนึ่งในมาตรการที่ต้องทำ และยังคงต้องมีต่อไปอย่างน้อยต้องได้มากกว่า 50% ขึ้นไป เพราะไม่งั้น ประชาชนก็จะต้องไปแออัดกัน เช่น รถเมล์สาธารณะ รถไฟฟ้าบีทีเอส รถไฟฟ้าใต้ดิน ฯลฯ 

 

นอกจากนี้การเหลื่อมเวลาทำงาน ก็ยังคงสำคัญ อย่างน้อยๆ ต้องมี 2-3 ช่วงเวลา เพราะถ้านโยบายเหล่านี้ไม่มี การลดความแออัดของประชาชนก็จะไม่เกิดขึ้น วอนภาครัฐ หรือ เอกชน อย่าเพิ่งยกเลิก นี่คือ ชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ที่เราต้องอยู่กันแบบนี้ไปอีกนาน จนกว่าโควิด-19 จะหายไป

 

 

 

ถาม-ตอบ กับคุณหมอทวีศิลป์