สถานการณ์ระบาด โควิด-19 ในต่างประเทศยังลุกลามต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสหรัฐที่มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจำนวนมาก

 

 

 

 

 

เมื่อวันที่ 5 เมษายน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า น.ส.แคร์รี ซีมอนด์ คู่หมั้นของนายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ว่า “ฉันใช้เวลาในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานอนป่วยด้วยอาการแสดงของการติดโคโรนาไวรัส ฉันไม่จำเป็นต้องตรวจและหลังจากการนอนพักผ่อนเป็นเวลา 7 วัน ฉันรู้สึกแข็งแรงขึ้นและกำลังหายแล้ว”

 

 

 

 

 

นอกจากนี้ซีมอนด์ยังทวิตข้อความด้วยว่า “การตั้งครรภ์และติดเชื้อโควิด-19 นั้นน่ากังวลมาก ถึงหญิงตั้งครรภ์คนอื่นๆ โปรดอ่านและทำตามข้อแนะนำที่ข้อมูลอัพเดทที่สุดที่ฉันพบและมันทำให้อุ่นใจขึ้น” โดยซีมอนด์โพสต์ข้อความดังกล่าวพร้อมกับลิงค์เอกสารคำแนะนำจากรัฐบาลอังกฤษ

ข่าวดังกล่าวมีขึ้นหลังนายจอห์นสันประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนว่าติดเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยต้องทำงานกับคณะรัฐมนตรีผ่านการประชุมทางไกล หลังจากนั้นไม่นานรัฐมนตรีสาธารณสุขอังกฤษก็ประกาศว่าติดเชื้อโควิด-19 อีกคน ทั้งนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศอังกฤษยังคงวิกฤติ ล่าสุดยอดผู้เสียชีวิตพุ่งสูงขึ้นถึง 4,313 รายแล้ว นับเป็นอันดับที่ 4 ของโลก ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้ออยู่ที่ 42,479 ราย

ด้านสำนักพระราชวังวินด์เซอร์ ประเทศอังกฤษ แถลงว่า สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธ ที่ 2 แห่งราชวงศ์อังกฤษ จะพระราชทานพระราชดำรัส ซึ่งได้มีการบันทึกไว้แล้วเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด–19 ในอังกฤษ โดยเจ้าหน้าที่ของสำนักพระราชวังวินด์เซอร์รายหนึ่งเปิดเผยถึงพระราชดำรัสที่จะมีขึ้นนั้นจะเป็นการขอให้ประชาชนชาวสหราชอาณาจักรและบรรดาประเทศในเครือจักรภพอังกฤษลุกขึ้นสู้เผชิญหน้ากับความท้าทายที่เกิดจากการระบาดของเชื้อไวรัส พร้อมกันนี้พระองค์ก็จะแสดงความเชื่อมั่นที่มีต่อพสกนิกรชาวสหราชอาณาจักรและในเครือจักรภพฯ ว่าจะสามารถรับมือกับการแพร่ระบาดแม้ว่าจะประสบกับความยากลำบากในเวลานี้ก็ตาม พร้อมทั้งจะทรงแสดงความขอบคุณบรรดาเจ้าหน้าที่ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าหน้าที่แพทย์ พยาบาล และสาธารณสุข ซึ่งได้ปฏิบัติภารกิจเสมือนเป็นแนวหน้าในการรับมือกับการแพร่ระบาดที่เกิดขึ้น

สหรัฐยอดติดเชื้อทะลุ3แสนคน

ส่วนสถานการณ์ในสหรัฐทางศูนย์วิทยาศาสตร์และวิศวกรรมเชิงระบบ (ซีเอสเอสอี) แห่งมหาวิทยาลัยจอห์นส ฮอปกินส์ รายงานว่า จำนวนผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสในสหรัฐ พุ่งสูงทะลุ 3 แสนราย เมื่อนับถึง 15.40 น.ของวันเสาร์ (4 เม.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตในสหรัฐ ล่าสุดอยู่ที่ 311,301 ราย และ 8,407 ราย ตามลำดับ ทั้งนี้รัฐนิวยอร์กซึ่งเป็นรัฐที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดในประเทศ ตรวจพบผู้ป่วยรวม 113,833 ราย และผู้เสียชีวิต 3,565 ราย ขณะที่รัฐนิวเจอร์ซีย์ มิชิแกน แคลิฟอร์เนีย ลุยเซียนา ฟลอริดา แมสซาชูเซตส์ และเพนซิลเวเนีย แต่ละแห่งพบผู้ป่วยมากกว่า 10,000 รายแล้ว

ขณะเดียวกันภูมิภาคและประเทศทั่วโลกรายงานจำนวนผู้ป่วยรวมอยู่ที่ 1,197,405 ราย และเสียชีวิต 64,606 ราย โดยมีผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาจนหายดีแล้วมากกว่า 240,000 ราย

นอกจากนี้ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศคำสั่งภายใต้กฎหมายการผลิตเพื่อการป้องกัน (DPA) ห้ามมิให้มีการส่งออกอุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคล หรือพีพีอี (PPE) ในช่วงการระบาดโควิด-19 โดยคำสั่งระบุว่า สหรัฐจะลำดับความสำคัญในการแจกจ่ายอุปกรณ์ป้องกัน อาทิ หน้ากากอนามัยเอ็น 95 อุปกรณ์กรองอากาศ หน้ากากทางการแพทย์ และถุงมือ ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นวัสดุหายากหรืออยู่ในภาวะเสี่ยงขาดแคลน “เพื่อใช้ภายในประเทศ ตามความเหมาะสม” 

ทั้งนี้ทำเนียบขาวแถลงว่าคำสั่งดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ป้องกัน “ผู้แสวงหากำไรในห้วงสงคราม” จากการซื้อสินค้าในประเทศและกักตุนไว้เพื่อ “สร้างอุปสงค์จากต่างประเทศ” ซึ่งแถลงการณ์ระบุว่าอาจนำไปสู่ “การปรับขึ้นราคาสินค้าอย่างไม่เป็นธรรม”

สลดเอกวากอร์เก็บศพริมถนน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสในเอกวากอร์ ประเทศยากจนในแอฟริกาใต้ สร้างความหดหู่เนื่องจากประสบปัญหามีผู้เสียชีวิตจำนวนมากจนห้องเก็บศพในโรงพยาบาลมีพื้นที่ไม่เพียงพอ โดยมีรายงานว่า เมืองกวายากีล เมืองใหญ่ที่สุดของประเทศ มีโรงพยาบาลไม่เพียงพอจะรับผู้ป่วยโควิด-19 ทำให้ผู้คนจำนวนมากล้มตายจนนับไม่ได้ว่ามีจำนวนที่แท้จริงอย่างไร ครอบครัวและญาติเพียงบอกได้แต่ว่าผู้ตาย ก่อนตายมีอาการของโรคติดเชื้อโควิด แต่ไม่ได้รับการรักษา เพราะโรงพยาบาลคนล้น และชาวบ้านบางคนไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากนำศพมากองไว้ริมถนน เพื่อรอเจ้าหน้าที่มาเก็บ บางคนซื้อหาโลงใส่ได้ และหุ้มพลาสติกวางไว้ที่ริมถนน

ทั้งนี้ ทางการเอกวาดอร์ยืนยันมีผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 318 ศพ จนเอกวาดอร์กำลังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 มากที่สุดในทวีปแอฟริกาใต้ และมีผู้ติดเชื้อ 3,465 ราย ขณะที่รัฐบาลเอกวาดอร์คาดว่าจำนวนผู้เสียชีวิตในเมืองกวายากิลและจังหวัดเพื่อนบ้านจะสูงถึง 3,500 ศพ จนต้องมีการตั้งแคมป์พิเศษสำหรับฝังศพจำนวนมาก อีกทั้งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมารัฐบาลเอกวาดอร์ยังได้เริ่มใช้ระบบดิจิทัลแบบใหม่เพื่อให้สมาชิกในครอบครัวสามารถติดตามหาญาติพี่น้องที่เสียชีวิตว่าถูกนำไปฝังไว้ที่ไหน

จีนติดเชื้อเพิ่มผวาระบาดใหม่

คณะกรรมการด้านสุขภาพแห่งชาติของจีน หรือเอ็นเอชซี แถลงว่าพบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่อย่างน้อย 25 รายที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ เทียบกับวันก่อนหน้านี้ที่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 18 ราย และพบอีก 5 รายที่อยู่ในประเทศและติดเชื้อ โดยทั้งหมดเป็นผู้ติดเชื้อในมณฑลกวางตุ้ง โดยปัจจุบันจีนมียอดผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ 81,669 ราย และมีผู้เสียชีวิตทั่วประเทศเพิ่มขึ้นอีก 3 ราย เป็น 3,329 ราย อย่างไรก็ตาม แม้ยอดผู้ติดเชื้อรายวันในจีนจะลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงที่มีผู้ติดเชื้อจำนวนมากเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งมีรายงานพบผู้ติดเชื้อวันละหลายร้อยรายแต่รัฐบาลปักกิ่งก็ไม่สามารถสกัดการติดเชื้อรายใหม่ๆ ได้แม้จะใช้มาตรการเข้มงวดต่างๆ เพื่อให้การแพร่ระบาดยุติลงแล้วก็ตาม

ทั้งนี้การพบผู้ติดเชื้อไวรัสเพิ่มขึ้น 30 ราย เมื่อวันเสาร์ที่ 4 เมษายน โดยจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ซึ่งเป็นทั้งผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ และเป็นการแพร่ระบาดของคนในท้องถิ่น ทำให้เกิดความวิตกกังวลว่า การควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในจีนจะยากลำบากมากขึ้่น

มีรายงานแจ้งว่า บริษัทเสิ่นหยาง ถงเหลียน กรุ๊ป และสถาบันเทคโนโลยีชีวภาพทางการแพทย์ (ไอเอ็มบี) สังกัดสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์จีน (ซีเอซีเอ็มเอส) ได้ร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ยา ซึ่งขณะนี้ได้เข้าสู่ขั้นตอนการทดลองทางคลินิก เพื่อทดสอบฤทธิ์ต้านไวรัสโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ โดยยาดังกล่าวซึ่งมีชื่อว่า “แคร์รีมัยซิน” (Carrimycin) เป็นยาที่ขึ้นทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา และได้รับการอนุมัติโดยสำนักงานบริหารเวชภัณฑ์แห่งชาติจีน (เอ็นเอ็มพีเอ) ก่อนวางจำหน่ายในเดือนมิถุนายน 2562 ขณะนี้ยาแคร์รีมัยซินอยู่ระหว่างการทดลองทางคลินิกที่โรงพยาบาล 9 แห่งในจีน และจะสรุปผลการทดลองในวันที่ 10 เมษายนนี้

จีนปัดปกปิดตัวเลขผู้ติดเชื้อ

ขณะที่ สถานทูตจีนในสหรัฐ ปฏิเสธรายงานข่าวที่ว่า จีนปิดบังตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจากไวรัส โดยระบุว่า การกล่าวหาดังกล่าวเป็นไปเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าเห็นแก่ชีวิตมนุษย์ จีนเคารพหน้าที่ตามข้อกำหนดด้านสาธารณสุขสากล และได้รายงานสถิติความคืบหน้าของผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตแบบเปิดกว้าง โปร่งใส และรับผิดชอบ รัฐบาลจีนมีความรับผิดชอบต่อชีวิตประชาชนอย่างมาก และได้ใช้มาตรการที่เข้มแข็งและครอบคลุมมากมายเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19

"การใส่ร้ายและกล่าวโทษไม่สามารถชดเชยเวลาที่เสียไป ทั้งยังไม่สามารถปกปิดการไร้ความสามารถในการควบคุมโรคระบาด และไม่สามารถปกปิดความชั่วร้ายที่พยายามจะยกผลประโยชน์ทางการเมืองเหนือชีวิตมนุษย์ของบุคคลบางกลุ่มได้ ในการต่อสู้นี้ หลายประเทศต่างต้องร่วมมือกัน และสามารถเอาชนะได้ด้วยความร่วมมืออย่างแข็งแกร่งและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” แถลงการณ์จากสถานทูตจีนในสหรัฐ ระบุ

ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นหลังจากสำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่ง ซึ่งรวมถึงสำนักข่าวเกียวโดและสำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานก่อนว่า ฝ่ายข่าวกรองสหรัฐเชื่อว่า จีนซึ่งเป็นประเทศแรกที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 จงใจรายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตในจีนเป็นจำนวนที่ต่ำกว่าความเป็นจริง โดยอ้างข้อมูลดังกล่าวมาจากรายงานลับฉบับหนึ่ง โดยแหล่งข่าวปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเกี่ยวกับรายงานลับฉบับนี้ แต่เปิดเผยเบื้องต้นว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลจีนไม่สมบูรณ์โดยเจตนา เป็นเหตุให้เชื่อได้ว่าตัวเลขดังกล่าวไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

 

 

 

 

 

ญี่ปุ่นแจกยารักษาให้ทุกชาติ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานด้วยว่า รัฐบาลญี่ปุ่น เสนอแจกยาอาวิแกน (Avigan) หรือยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) โดยไม่คิดเงินแก่ทุกประเทศที่สนใจต้องการนำยานี้ไปรักษาผู้ป่วยโควิด-19 หลังจากยาอาวิแกนให้ผลดีในการทดลองรักษา ทำให้มี 30 ประเทศเรียกร้องขอยานี้จากบริษัทฟูจิฟิล์ม ซึ่งผลิตยาตัวนี้ ซึ่งนายโยชิฮิเดะ ซูงะ เลขาธิการใหญ่ประจำคณะรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้มีประมาณ 30 ประเทศที่ขอยาอาวิแกนผ่านช่องทางการทูต และรัฐบาลญี่ปุ่นกำลังจัดส่งยาตัวนี้ให้แก่ประเทศต่างๆ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

สำหรับยาอาวิแกน ได้รับอนุญาตให้ผลิตและจำหน่ายในญี่ปุ่นในฐานะยาต้านไวรัสที่ใช้สำหรับไข้หวัดใหญ่ หลังจากมีการเริ่มทดลองทางการแพทย์กับคนเมื่อวันที่ 29 มีนาคม และนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวว่า รัฐบาลจะเริ่มกระบวนการที่จำเป็นเพื่ออนุญาตให้สามารถนำยาอาวิแกนมาใช้รักษาผู้ป่วยโควิด-19

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 20 มีนาคม ทางการอินโดนีเซีย ได้ขอยาอาวิแกนในปริมาณ 2 ล้านโดส จากทางการญี่ปุ่น และมีแผนจะทำการทดสอบทางคลินิกทันทีที่ได้รับยานี้ โดยล่าสุดนับถึง 4 เมษายน จำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ในอินโดนีเซียเพิ่มเป็นกว่า 2,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตราว 190 ราย สูงกว่าเกาหลีใต้และเป็นรองก็แต่จีนสำหรับภูมิภาคเอเชีย

ขณะนี้ บรรดานักวิจัยและบริษัททั่วโลกกำลังเร่งค้นหาวิธีรักษาโรคโควิด-19 โดยมุ่งไปที่ยาที่มีอยู่แล้ว เช่น ยารักษาโรคมาลาเรีย และยาต้านไวรัสเอชไอวี ส่วนยาไฮดร็อกซีคลอรอควิน กับคลอโรวิน ที่ใช้รักษาโรคมาลาเรีย ก็ให้ผลรักษาโควิด-19 ได้ดี จากการศึกษาในจีนและฝรั่งเศส แต่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ขยายการทดลองให้มากกว่านี้