เมื่อวันที่ 2 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลางดึกวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ป่าตอง นำกำลังเข้าตรวจสอบที่บ้านเลขที่ 39/1 ถ.สิริราชย์ ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต หลังได้รับแจ้งว่ามีการจัดปาร์ตี้มั่วสุม ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และประกาศจังหวัดภูเก็ต ตามมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 

 

 

          จากการเข้าตรวจสอบผู้ต้องหาทั้งชาวไทยและต่างชาติ 14 ราย เป็นชายชาวต่างชาติ 9 ราย และสาวไทยอีก 5 ราย พร้อมด้วยของกลาง ประกอบด้วยสุราต่างประเทศและสุราไทย เครื่องดื่มชูกำลังจำนวนมาก รวมทั้งอุปกรณ์เครื่องเสียง ยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกใส ยาเสพติดให้โทษประเภท 5 (กัญชาแห้งอัดแท่ง) ห่อด้วยกระดาษ และยาเสพติดให้โทษประเภท 5 (กัญชาแห้ง) บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีขาวขุ่น

          ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้คุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 14 ราย และยึดของกลางทั้งหมดมายังสภ.ป่าตอง ก่อนแจ้งข้อกล่าวหา “ทำกิจกรรมหรือมั่วสุมกัน ณ ที่ใดๆ ในสถานที่แออัด โดยฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548, ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ (ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต) ตามประกาศจังหวัดภูเก็ต ฉบับที่ 8/2563 ลงวันที่ 28 มีนาคม 2563 เรื่อง ให้เจ้าของ ผู้ครอบครอง หรือผู้พักอาศัยในบ้าน โรงเรือน สถานที่ หรือยานพานะที่มีโรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาดเกิดขึ้น หรือมีเหตุสงสัยว่าได้เกิดโรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาดในเขตพื้นที่จังหวัดภูเก็ตดำเนินการเพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19, ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย และร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 5 (กัญชา) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย” ก่อนส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางให้พนักงานสอบสวน สภ.ป่าตอง ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

          วันเดียวกันนายประยุทธ เพชรคุณ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 ในฐานะรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา ที่ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา นางนารีรัตน์ ไพศาลธนวัฒน์ อัยการจังหวัดคดีศาลเเขวงพระนครศรีอยุธยา ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.สายลม เเก้วดี กับพวกรวม 18 คน ในความผิดฐานร่วมกันชุมนุมทำกิจกรรมหรือการมั่วสุมกัน ณ ที่ใดๆ ในสถานที่แออัดอันเป็นการฝ่าฝืนต่อพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินพ.ศ. 2548 และเสพยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (เมทเเอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนกฎหมาย  

          โดยคำฟ้องระบุพฤติการณ์ สรุปว่าเจ้าหน้าที่ สภ.ช่างใหญ่ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองพระนครศรีอยุธยาได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีกลุ่มวัยรุ่นจำนวนมากรวมกลุ่มมั่วสุมกัน สังสรรค์และเสพยาเสพติดที่แพตกปลา ริมตลิ่งแม่น้ำเจ้าพระยา ชื่อแพปลาสมหมาย ที่ ต.ราชคราม อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 30 มีนาคม เวลา 22.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงสนธิกำลังเข้าตรวจค้นจับกุมปรากฏว่า พบวัยรุ่นหญิงชายรวม 27 คนและมีผู้ต้องหาเยาวชน 1 คน กำลังมั่วสุมสังสรรค์ พบยาเสพติดกัญชาแห้ง เคตามีน ยาอี พร้อมอุปกรณ์การเสพ จึงจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมดยึดยาเสพติดและอุปกรณ์เป็นของกลาง เเจ้งข้อหาดำเนินคดีร่วมกันชุมนุมทำกิจกรรมหรือการมั่วสุมกัน ณ ที่ใดๆ ในสถานที่แออัดอันเป็นการฝ่าฝืนต่อพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548

          ต่อมาวันที่ 1 เมษายน พนักงานสอบสวน สภ.ช้างใหญ่ นำตัวผู้ต้องหาจำนวน 18 คนพร้อมสำนวนส่งพนักงานอัยการสำนักงานอัยการคดีศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาพิจารณา ส่วนผู้ต้องหาที่เหลือได้แยกดำเนินคดียังศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในความผิดฐานร่วมกันชุมนุมทำกิจกรรมและมั่วสุม ณ ที่ใดๆ ในสถานที่แออัดโดยฝ่าฝืนต่อ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มีและเสพยาเสพติดให้โทษโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายและผู้ต้องหาที่เป็นเยาวชนแยกส่งสำนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแยกพิจารณา และได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลเเขวงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

         ทั้งนี้ศาลพิเคราะห์แล้วพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เเละ 2 ฐานร่วมกันชุมนุมทำกิจกรรมหรือการมั่วสุมกัน ณ ที่ใดๆ ในสถานที่แออัดอันเป็นการฝ่าฝืนต่อพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ให้จำคุก 1 เดือนโดยไม่รอการลงโทษ ส่วนจำเลยที่ 3-18 ฐานเสพยาเสพติด นอกจากความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมชุมนุมด้วยนั้น ศาลจึงให้จำคุกฐานเสพยาเสพติดอีกเป็นเวลา 3 เดือนเมื่อรวมกับโทษฐานมั่วสุมชุมนุมกันตามพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินอีก 1 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 3 ถึง 18 คนละ 4 เดือนโดยไม่รอการลงโทษ

           ผู้สื่อข่าวยังรายงานอีกว่าที่ จ.อุดรธานี ช่วงกลางดึกที่ผ่านมา นายชัยวัฒน์ ธรรมวัตร ปลัดอาวุโส รักษาราชการแทนนายอำเภอเมืองอุดรธานี นำกำลัง อส.ตรวจความสงบเรียบร้อยภายในเขตพื้นที่อำเภอเมืองอุดรธานี ให้เป็นไปตามประกาศของคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัดอุดรธานีและตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร มีประชาชนร้องเรียนว่ามีการมั่วสุมรวมกลุ่มตั้งวงดื่มสุรา ส่งเสียงดัง ภายในบ้านเลขที่ 204 ซอยสามัคคี 9 บ้านนาทราย หมู่ 3 ตำบลหนองบัว จึงนำกำลังไปตรวจสอบ พบรถยนต์และรถจักรยานยนต์จอดบริเวณหน้าบ้านและภายในบ้านกว่า 10 คัน และเปิดเพลงจากเครื่องเสียงติดรถยนต์ กลุ่มชายฉกรรจ์ทั้ง 12 คนตั้งวงดื่มกิน มีทั้งสุรา เบียร์ เหล้าขาว ส่งเสียงดังอยู่บริเวณหน้าบ้านอย่างสนุกสนาน รบกวนชาวบ้านละแวกนั้น เจ้าหน้าที่จึงเข้าไปตรวจและสั่งให้ปิดเพลง โดยกลุ่มบุคคลดังกล่าวอ้างว่ากำลังเลี้ยงสังสรรค์ฉลองวันเกิดเพื่อน

          สำหรับกลุ่มชายดังกล่าวอ้างว่ามีอาชีพรับจ้างทวงหนี้เงินกู้รายวัน แต่พิษโควิด-19 ทำให้ถูกนายจ้างเลิกจ้าง พรุ่งนี้จะแยกย้ายกันเดินทางกลับบ้าน ซึ่งแต่ละคนมาจากหลายจังหวัด และวันนี้เป็นวันเกิดเพื่อนจึงได้จัดฉลองวันเกิดให้เพื่อนก่อนแยกย้ายกันกลับ และรู้ถึงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และมีประกาศให้อยู่ในบ้าน ซึ่งก็ไม่ได้ออกนอกบ้าน นั่งดื่มกินภายในบ้าน และไม่ได้ติดเชื้อโควิด-19 และไม่ยินยอมให้เจ้าหน้าที่จับกุมเพราะพรุ่งนี้จะแยกย้ายกันกลับบ้านแล้ว จึงประสาน พ.ต.ต.พิเชฐ ปักเคธาติ สวป.สภ.เมืองอุดรธานี ขอกำลังเสริมตำรวจ สภ.เมืองอุดรธานี ควบคุมตัวทั้งหมดพร้อมของกลางขวดสุรา เบียร์ เหล้า มายังฝ่ายความมั่นคงอำเภอเมืองอุดรธานี

          อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาว่า เป็นการฝ่าฝืนข้อ 5 แห่งข้อกำหนด ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ซึ่งมีโทษตามข้อ 15 คือ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 ข้อ 4 ข้อ 5 หรือข้อ 6 แห่งข้อกำหนดนี้ต้องรับโทษตามมาตรา 18 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ว่าผู้ใดฝ่าฝืนข้อกำหนด ประกาศ หรือคำสั่งที่ออกตามมาตรา 9 มาตรา 10 มาตรา 11 หรือมาตรา 13 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงได้บันทึกจับกุมทั้ง 12 คน ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี เพื่อดำเนินคดีต่อไป

 

 

           นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าเมื่อเวลาประมาณ 22.00 น.วันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา นายกู้เกียรติ วงค์กระพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ได้สั่งการให้นายพรพนม จันทร์เทพ ป้องกันจังหวัด นายวิทยา นุ่นแจ้ง ผบ.ร้อย อสจ.พัทลุง นำกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองชุดเฉพาะกิจร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอควนขนุน บุกทลายบ่อนไฮโลบริเวณคอกไก่ร้างในสวนยางพารา ท้องที่หมู่ 11 ต.ปันแต อ.ควนขนุน จ.พัทลุง หลังรับแจ้งจากชาวบ้านว่าในพื้นที่ดังกล่าวมีการลักลอบเล่นไฮโลกันทุกคืน โดยจะเริ่มตั้งแต่เวลา 20.00 น. และไปเลิกเล่นในช่วงเช้าของอีกวัน เกรงว่าจะเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19

          ขณะเดียวกันระหว่างที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบเห็นแสงไฟสว่างบริเวณโรงเรือนในสวนยางพารา โดยมีกลุ่มนักเล่นโฮโล 15-20 คน จึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ แต่กลุ่มที่เล่นการพนันทั้งหมดได้วิ่งหลบหนีเข้าป่าไปในความมืด เพราะมีคนเฝ้าทางตะโกนบอก ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะชาร์จถึงวงเล่น เจ้าหน้าที่ตรวจสอบรอบบริเวณพร้อมตรวจยึดอุปกรณ์การเล่นไฮโล ทั้งแผ่นไวนิลบอกแต้มไฮโล แผ่นเสื่อพลาสติกปูสำหรับรองนั่ง ไม้สำหรับเขียนธนบัตร ไม้ขาตั้งโทรศัพท์สำหรับบันทึกภาพ เก้าอี้ พร้อมรถจักรยานยนต์อีก 6 คัน

          จากการสอบสวนทราบว่าพื้นที่คอกไก่ร้างสวนยางพาราดังกล่าวเป็นของนางทิวาพร ชูดำ อายุ 49 ปี เบื้องต้นนางทิวาพร ยอมรับว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของตนเองจริง โดยมีนายวิทย์ (ไม่ทราบนามสกุล) เป็นคนในหมู่บ้านเดียวกันมาติดต่อขอใช้สถานที่ เป็นสถานที่ลักลอบการพนัน และขอใช้ไฟฟ้าต่อสายไปยังจุดที่เล่น โดยให้ค่าไฟฟ้าและค่าสถานที่คืนละ 500 บาท เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ฉก. ผู้ว่าฯ จึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนพร้อมแจ้งข้อกล่าวหาเป็นเจ้าบ้านจัดให้มีการลักลอบเล่นการพนันไฮโลพนันเอาทรัพย์สินกันโดยผิดกฎหมายฝ่าฝืนข้อห้ามตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 พร้อมทั้งจะได้สอบสวนขยายผลหาเจ้าของรถจักรยานยนต์เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาต่อไป

          ขณะที่นายสุพพัต อ่องแสงคุณ โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการปฏิบัติการกรณีสินค้าอุปโภคบริโภคและเวชภัณฑ์ของกระทรวงพาณิชย์ ว่าเมื่อวันที่ 1 เมษายน กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการจับกุมผู้กระทำความผิดกรณีหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ และแอลกอฮอล์ ได้เพิ่มอีก 5 ราย แบ่งเป็นกรุงเทพฯ 4 ราย ได้แก่ ร้านค้าออนไลน์บนเฟซบุ๊ก  2 ราย เป็นการล่อซื้อและจับกุม พบขายหน้ากากอนามัยกล่องละ 50 ชิ้น ในราคากล่องละ 750–770 บาท เฉลี่ยชิ้นละ 15-15.40 บาท จึงแจ้งข้อหากระทำความผิดขายแพงเกินสมควร ร้านค้าทั่วไป 1 ราย กระทำความผิดในข้อหาขายหน้ากากอนามัยเกินราคาควบคุม และอีก 1 รายกระทำความผิดไม่แจ้งต้นทุน ปริมาณการผลิต และปริมาณคงเหลือ และในต่างจังหวัด 1 ราย คือ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นร้านค้าทั่วไปซึ่งได้แจ้งข้อหากระทำความผิดขายเกินราคาควบคุมและขายแพงเกินสมควร

          สำหรับสถิติการจับกุมดำเนินคดีผู้กระทำความผิดกรณีหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ และแอลกอฮอล์ ในภาพรวม มีการจับกุมดำเนินคดีไปแล้วทั้งสิ้น 241 ราย แบ่งเป็นการจับกุมในเขตกรุงเทพฯ จำนวน 120 ราย และในต่างจังหวัด 121 ราย

          นายสุพพัต กล่าวต่อว่า ส่วนการจับกุมผู้กระทำความผิดจำหน่ายไข่ไก่เกินราคาทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา ไม่พบผู้กระทำความผิดเพิ่มเติม เพราะขณะนี้สถานการณ์ไข่ไก่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ฟาร์มผลิตไข่ไก่ได้ส่งไข่ไก่ป้อนเข้าสู่ตลาด พ่อค้าคนกลางมีไข่ไก่ส่งกระจายต่อไปยังผู้ค้ารายย่อย ทำให้ผู้บริโภคสามารถหาซื้อไข่ไก่ได้เป็นปกติ ทำให้ยอดจับกุมรวมตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม-2 เมษายน ยังคงเดิมที่ 24 ราย

          ด้าน พ.ต.อ.เมฒาวิศ ประดิษฐ์ผล รอง ผบก.ภ.จว.ชลบุรี เปิดเผยว่า เมื่อคืนวันที่ 30 มีนาคม ที่ผ่านมา ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่า นายสัญชัย หรือตั้ม ศรีนะพรม อายุ 27 ปี มีการจำหน่ายหน้ากากอนามัยเกินราคาและไม่ได้คุณภาพตามมาตรฐาน โดยใช้เฟซบุ๊กชื่อ “ตั้ม พัทยา” โพสต์ขายในราคากล่องละ 790 บาท 

          จากนั้นได้สั่งการให้ พ.ต.อ.เขมรินทร์ พิศมัย ผกก.สภ.เมืองพัทยา นำทีมตำรวจชุดสืบสวนส่งสายลับวางแผนสั่งซื้อหน้ากากอนามัยจากนายสัญชัย จำนวน 4 กล่อง โดยนัดหมายส่งของกันที่บริเวณใกล้เคียงโรงเรียนตันตรารักษ์ ซอยเพนียดช้าง ย่านพัทยาเหนือ เมื่อถึงเวลานัดหมาย นายสัญชัยได้ขับรถยนต์กระบะมาจอดตรงจุดนัดหมาย ก่อนนำหน้ากากอนามัยลงมาส่งให้สายลับ ตำรวจที่กำลังเฝ้าดูพฤติกรรมอยู่จึงแสดงตัวเข้าจับกุมทันที จากการตรวจค้นพบหน้ากากอนามัยเพิ่มเติมอีก 14 กล่อง ที่กำลังจะกระจายส่งให้ลูกค้าในพื้นที่เมืองพัทยา

          เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา ทำบันทึกตรวจยึดของกลางทั้งหมด พร้อมปล่อยตัวนายสัญชัยไปชั่วคราวก่อน เนื่องจากต้องส่งสินค้าหน้ากากอนามัยให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดชลบุรี เพื่อตรวจสอบว่าสินค้ามาจากที่ใดและได้รับมาตรฐานหรือไม่ถึงจะสามารถแจ้งข้อกล่าวหาได้ 

          ต่อมาหลังจากได้ข้อสรุปจึงเรียกตัวนายสัญชัยมารับทราบข้อกล่าวหา “จำหน่ายหน้ากากอนามัยซึ่งเป็นสินค้าควบคุมในราคาสูงเกินสมควร" อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ปรากฏว่าไม่เดินทางมาตามนัดหมาย อย่างไรก็ตามตำรวจจะออกหมายเรียก หากไม่มารายงานตัวก็จะถูกออกหมายจับในลำดับต่อไป