เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2563 - พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) ในฐานะผู้รับผิดชอบงานด้านความมั่นคง แถลงภายหลังประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด19.) หรือ ศบค. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ว่า ขณะนี้การจัดตั้งจุดควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ทั่วประเทศแล้ว 357 จุด เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่จะเป็นตำรวจและฝ่ายปกครองมีทหารเข้าร่วมเพียง 7 จุดในกทม. ซึ่งจุดตรวจดังกล่าวจะดูแลให้ประชาชนปฏิบัติตามข้อแนะนำของสาธารณสุข เช่น การเว้นระยะห่างทางสังคม และการสวมหน้ากากอนามัย

 

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง

          ทั้งนี้ หากมีการกำหนดข้อปฏิบัติเพิ่มเติม เช่น ถ้ากระทรวงพาณิชย์กำหนดสินค้าควบคุมเพิ่มเติมก็จะตรวจตราตรงนี้ ส่วนการคัดกรองจะต้องค่อยเป็นค่อยไป ยืนยันเราจะอำนวยความสะดวกประชาชนให้ได้มากที่สุด ที่ผ่านมาภาครัฐเชิญชวนให้ประชาชนปฏิบัติตัวป้องกันโรคหลายอย่าง แต่ทุกคนยังใช้ชีวิตปกติ จึงทำให้ตัวเลขสูงขึ้น หลังจากนี้ถ้าเชิญชวนแล้วไม่ปฏิบัติ รณรงค์แล้วไม่ทำตัวเลขก็จะยิ่งสูงขึ้น และไม่รู้ตัวเลขจะจบตรงไหน จึงเป็นที่มาของการกำหนดมาตรการ แต่ขณะนี้ยังไม่ปิดประเทศ ปิดเมือง และปิดการสัญจร แต่ถ้าพฤติกรรมยังไม่เปลี่ยนและตัวเลขสูงขึ้นก็จะนำไปสู่การปิดประเทศ ผลกระทบดำเนินชีวิตของประชาชนจะสูงขึ้น

 

         “ถ้าไม่ปิดประเทศโดยบังคับ โดยประชาชนสมัครใจปิดตัวเองไม่ไปไหนมาไหน ไม่ดีกว่า หรือมาถึงตรงนี้ทุกคนอยากให้โควิด-19 ผ่านพ้น” พล.อ.พรพิพัฒน์ กล่าว

 

          พล.อ.พรพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า วันนี้อยากขอความร่วมมือนายจ้าง หัวหน้าส่วนราชการพิจารณาแนวทางเหลื่อมเวลา ลดเวลาการทำงาน ป้องกันการรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก วันพฤหัสบดีคิด วันศุกร์สั่ง เสาร์ และอาทิตย์ก็ขอให้อยู่กับบ้าน ถ้าทุกคนทำด้วยความสมัครใจตามคำแนะนำอยากให้รอดูผลที่จะเกิดขึ้น เพราะตัวเลขนับพันที่เกิดขึ้นในขณะนี้เกิดจากความหละหลวม ไม่ทำตามคำแนะนำเมื่อ 10 วันก่อน สิ่งที่จะทำวันนี้ก็จะส่งผลถึงตัวเลขผู้ติดเชื้อใน 10 วันข้างหน้า และจากการประเมินถ้าทุกคนทำตามคำแนะนำแพทย์อย่างเคร่งครัดผู้ติดเชื้อจนถึงวันศุกร์หน้าจะอยู่ที่  2 พันราย แต่ถ้าไม่ปรับวิธีดำเนินชีวิตตัวเลขจะสูงถึง 7,000-10,000 ราย

 

          เมื่อถามว่า รัฐบาลสั่งห้ามรวมตัวกันในวันที่ 3 มี.ค. แต่หลังจากนั้นมีการจัดชกมวยสนามลุมพินี ทำให้ผู้ที่ติดเชื้อจำนวนมาก พล.อ.พรพิพัฒน์ กล่าวว่า มีเรื่องของอดีต และมีเรื่องของวันข้างหน้า สิ่งที่ตนพูด เป็นเรื่องของวันข้างหน้า แต่ยอมรับเกิดจากความพบพร่อง ไม่รัดกุม ผู้เกี่ยวข้องจะตรวจสอบต่อไป และไม่ขอลงไปถึงส่วนที่ผ่านไปแล้ว

 

          ขณะที่ พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย โฆษกประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า จากที่มีการเริ่มตั้งด่านตรวจ ภายใต้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เมื่อเที่ยงคืนของวันที่ 25 มี.ค. ที่ผ่านมา ขณะนี้มีด่านตรวจทั่วประเทศ 357 โดยเป็นเส้นทางเข้าออกในกรุงเทพฯ 7 จุด โดยจากการประชุมของตำรวจเมื่อช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ที่ผ่านมา จะมีการเพิ่มเส้นทางเข้า-ออกในกรุงเทพฯอีก 5 จุด ประกอบด้วย จุดที่ 1 ถนนเพชรเกษม รอยต่อจังหวัดนครปฐม จุดที่ 2 ถนนบางนา-ตราด รอยต่อจังหวัดสมุทรปราการ จุดที่ 3 ทางยกระดับบูรพาวิถี จุดที่ 4 ถนนวิภาวดีรังสิต บริเวณอนุสรณ์สถาน และจุดที่ 5 ทางยกระดับดอนเมือง-โทลล์เวย์ อย่างไรก็ตาม ประชาชนที่จำเป็นต้องเดินทางขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข คือ พกบัตรประชาชนติดตัว สวมหน้ากากอนามัย และเว้นระยะห่างที่นั่งบนรถ 1 เมตร และถ้าหากมีกลุ่มเสี่ยงอยู่ในรถเจ้าหน้าที่จะเชิญตัวลงมาจากรถ เพื่อมาสอบประวัติอย่างละเอียด

 

          พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวต่อไปว่า ส่วนกรณีที่มีการแชร์ข้อมูลว่า หากผ่านจุดตรวจแล้วไม่สวมหน้ากากอนามัยจะถูกปรับ 200 บาทนั้น เป็นข่าวปลอม เราไม่มีการปรับ แต่ขอแนะนำประชาชนให้สวมหน้ากากอนามัยเพื่อความปลอดภัย ส่วนกรณีรถขนส่งที่จำเป็น เช่น การขนส่งหนังสือพิมพ์ที่จะต้องข้ามจังหวัด ตรงนี้จะมีการตรวจอย่างไรนั้น ยังไม่มีข้อห้าม หลักๆ เน้นการเดินทางในชีวิตประจำวัน ส่วนการขนส่งสินค้า และการทำงานของสื่อมวลชนสามารถแจ้งได้ที่จุดตรวจได้ ไม่ใช่การเดินทางไปสังสรรค์หรือปาร์ตี้ ในส่วนนี้หาากพบเบาะแสผู้ที่ฝ่าฝืน สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนหมายเลข 1111 และ 191