ข่าว

(คลิป)"สธ."แจงคนมีประวัติเสี่ยงติด"โควิด-19"ตรวจ-รักษา"ฟรี

(คลิป)"สธ."แจงคนมีประวัติเสี่ยงติด"โควิด-19"ตรวจ-รักษา"ฟรี

15 มี.ค. 2563

"สธ."แจงคนมีประวัติเสี่ยงติด"โควิด-19"มีสิทธิตรวจ-รักษาฟรี ทุกรพ.เผยข่าวดีกำลังจะมี"วัคซีน"ออกมา วันนี้ทำเกินมาตรฐาน สถานการณ์หนักแค่ไหนรับได้ ไม่เป็นแบบอิตาลี 

 

15  มีนาคม 2563  "สธ."แจงคนมีประวัติเสี่ยงติด"โควิด-19"มีสิทธิตรวจ-รักษาฟรี ทุกรพ.เผยข่าวดีกำลังจะมี"วัคซีน"ออกมา ชี้ ปิดเมือง-ประเทศ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในอนาคต ยันวันนี้ทำเกินมาตรฐาน สถานการณ์หนักแค่ไหนรับได้ ไม่เป็นแบบ "อิตาลี" 

 

 

นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ ที่ปรึกษาระดับกระทรวงและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์กรณีหลายภาคส่วนมีเสียงสะท้อนว่าค่าตรวจโรคโควิด-19 มีราคาแพงจะมีมาตรการอย่างไรว่า ตามปกติหากใครก็ตามมีอาการไม่สบาย เช่น มีไข้ เป็นหวัดหรือน้ำมูกและประวัติเสี่ยง สามารถไปที่โรงพยาบาลที่แต่ละคนมีสิทธิ ซึ่งจะไปเองหรือให้เจ้าหน้าที่ไปรับก็ได้

 

โดยจะได้รับการตรวจและรักษาฟรีในทุกโรงพยาบาล เพราะทุกคนมีทั้งสิทธิของข้าราชการ สิทธิตามหลักประกันสุขภาพ หรือแม้แต่สิทธิประกันสังคม แต่มีหลักเกณฑ์จะต้องมีอาการป่วยและประวัติเสี่ยงสัมผัส รวมถึงนโยบาย “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่” หรือ Universal Coverage Emergency Patient (UCEP) หากเจ็บป่วยภายใน 72 ชั่วโมงแรก สามารถเข้ารับการรักษาหรือช่วยชีวิตโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใน 72 ชั่วโมงแรก ไม่ว่าจะในโรงพยาบาลไหนก็ตาม แต่ถ้าไม่มีอาการแล้วไปโรงพยาบาลจะไม่สามารถใช้สิทธิ UCEP ได้

 

ดังนั้น ต้องมีอาการ เช่น หอบอย่างหนัก ต้องสงสัยว่าเป็นโควิด-19 สามารถเข้าโรงพยาบาลไหนก็ได้ โดยใช้สิทธิ UCEP  ทั้งนี้ โรงพยาบาลจะมีการคัดกรองและซักประวัติ แต่หากไม่มีอาการป่วย ขอความกรุณา ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปตรวจ เพราะตรวจไปก็ไม่มีประโยชน์ และเสียเงินด้วย ส่วนใหญ่ตรวจไปก็ไม่พบเชื้อ แต่ถ้ารู้ว่าตัวเองมีประวัติเป็นกลุ่มเสี่ยง เช่นสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันแล้ว ก็ขอให้ติดต่อมายังกรมควบคุมโรค สายด่วน 1422 ได้ทันทีจะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแล วันนี้ผู้ป่วยที่ได้นับยืนยันในแต่ละราย เราทำงานเต็มที่ เราติดตามคนที่ใกล้ชิด 40-170 ราย แต่ไม่ใช่ว่าคนเหล่านี้มีอาการแต่เป็นกลุ่มเสี่ยง

 

ต่อข้อถามที่ว่า การส่งตัวผู้ป่วยจากโรงพยาบาลเอกชนมายังโรงพยาบาลรัฐ นพ.รุ่งเรือง กล่าวว่า ขณะนี้โรงพยาบาลเอกชนเข้ามาร่วมมือ หากมีกรณีผู้ป่วยไปโรงพยาบาลเอกชน เขามีสิทธิพื้นฐานอยู่แล้ว ซึ่งผลตรวจจากห้องแล็ปก็ส่งมาได้เลยกระทรวงสาธารณสุขดูแลอยู่แล้ว ยกเว้นกรณีที่บางคนไปขอตรวจเอง หมอก็จะแนะนำว่าอย่าตรวจเลย แต่ถ้ายืนยันว่าจะตรวจให้ได้ก็จะเสียเงิน

 

เมื่อถามว่า หากผลตรวจจากห้องแล็ปออกจากโรงพยาบาลไหน ผู้ป่วยสามารถรักษาตัวที่โรงพยาบาลนั้นได้หรือไม่ โดยไม่ต้องส่งตัวมาที่โรงพยาบาลรัฐ นพ.รุ่งเรือง กล่าวว่า ผู้ป่วย 1 แสนกว่าคนทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย 90 เปอร์เซ็นต์ อาการไม่หนักมาก ศักยภาพของโรงพยาบาลเราดูแลได้ เราเตรียมความพร้อมของทีมแพทย์ให้คำปรึกษาทั้งประเทศและมีระบบรองรับ กรณีที่มีผู้ป่วยหนักบางราย ซึ่งมีจำนวนน้อยมากจะส่งมาที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ของเรา เช่น สถานบันบำราศนราดูรหรือโรงพยาบาลราชวิถี

 

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทยขณะนี้ เข้าใกล้การระบาดในระยะที่ 3 แล้วแค่ไหน นพ.รุ่งเรือง กล่าวว่า ตนไม่อยากให้มากังวลเรื่องระยะใดก็ตาม เพราะสิ่งสำคัญคือ เปลี่ยนความกลัวเป็นความรู้ที่ถูกต้อง ป้องกันได้ เราต้องป้องกันตัวเอง และป้องกันไม่ให้ไปแพร่เชื้อสู่คนอื่น ร่วมรับผิดชอบต่อสังคม

 

โรคนี้มียารักษาและกำลังจะมีวัคซีน ซึ่งโดยปกติเวลาเกิดการแพร่ระบาดของโรคสำคัญ เช่นเมื่อ 10 ปีก่อน ที่โรคไข้หวัดใหญ่ระบาด เมื่อเกิดโรค เราจะเก็บเชื้อไปพัฒนาเป็นวัคซีน มันมีวิธีการทำโดยใช้เวลา 6 เดือนถึง 1 ปีก็จะได้วัคซีนออกมา แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ที่วัคซีน แต่อยู่ที่ว่าโรคนี้แพร่ระบาดจากการไอหรือจามที่เป็นละอองฝอย ดังนั้น ผู้ป่วยต้องสวมหน้ากากอนามัยและหมั่นล้างมือ

 

สิ่งสำคัญประชาชนต้องดูข้อมูลที่ถูกต้อง อย่าเพิ่งแชร์หรือทำอะไรก็ตาม ขอให้เช็คข้อมูลให้ถูกต้องก่อน ดูข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้ แต่ส่วนใหญ่เราไม่อ่านแต่ส่งต่อเลย ก็ต้องขอกราบวิงวอน ปัญหาวันนี้โรคโควิด-19 ไม่ใช่ปัญหาใหญ่แต่เป็นเรื่องสุขภาพทางจิตใจ เมื่อถามว่า ขณะนี้ประชาชนมีความจำเป็นจะต้องกักตุนอาหารแล้วหรือไม่ นพ.รุ่งเรือง กล่าวว่า ไม่มีความจำเป็น เพราะด้วยระบบธรรมดา อุปสงค์ อุปทานของเรามีความเพียงพอ

 

ส่วนที่พูดได้หรือไม่ว่า มาตรการปิดเมืองหรือปิดประเทศไม่มีทางเกิดขึ้นกับประเทศไทย นพ.รุ่งเรืองกล่าวว่า “ตรงนี้เป็นส่วนที่เราจะต้องตัดสินต่อไปในอนาคตมันขึ้นอยู่กับสถานการณ์และมาตรการ ณ วันนี้สิ่งที่เราทำ เราไม่ได้ทำแบบไม่ได้วางแผน เรามีผู้ทรงคุณวุฒิ ระดับนานาชาติ ระดับองค์การอนามัยโลก มาร่วมกันคิดวิเคราะห์ ตัดสินใจและกำหนดมาตรการที่เหมาะสม และไม่ต้องห่วงสิ่งที่ประเทศไทยทำวันนี้ เราทำเกินกว่าสถานการณ์มีอยู่เสมอ

 

"อย่างแรกคือการเฝ้าระวัง การติดตาม เวลาเจอผู้ติดเชื้อ และที่สำคัญคือระบบรักษาพยาบาล โรงพยาบาลมีพร้อม หมอพร้อม ยาพร้อม ทุกอย่างพร้อมที่รองรับ ไม่ว่าสถานการณ์จะเกิดขึ้นรุนแรงที่สุดขนาดไหนก็ตาม จะไม่เป็นแบบอิตาลีเรายืนยัน นายกฯ กำชับเป็นอย่างดีต้องทำให้ดีที่สุด"