คมชัดลึกออนไลน์ 30 มีนาคม 2563
คมชัดลึกออนไลน์
ข่าวทั่วไป

ตีตรา "โควิด-19" โรคร้ายแรงที่ 14 ยันไทยยังไม่ถึงระบาดระยะ 3

25 กุมภาพันธ์ 2563 - 06:00 น.
หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
ข่าวทั่วไป

Shares :
เปิดอ่าน 1,007 ครั้ง

ตีตรา "โควิด-19" โรคร้ายแรงที่ 14 ยันไทยยังไม่ถึงระบาดระยะที่ 3 สธ.ปัดจีนดอดเข้า รพ.ไทย


               สธ.ประกาศ “โควิด-19” โรคติดต่ออันตราย มีผลให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย ยันไทยยังไม่ถึงระบาดระยะที่ 3 “บิ๊กตู่” แจงเตรียมมาตรการเพื่อป้องกันรับมือ ขออย่าตื่นตระหนก ด้านคนไทยบนเรือสำราญ “ไดมอนด์ปริ๊นเซส” ติดเชื้อเพิ่ม 1 ราย รวม 5 คน “บาห์เรน-คูเวต” พบผู้ติดเชื้อแล้ว ขณะที่เกาหลีใต้ยอดตายพุ่ง 7 ราย ติดเชื้อเพิ่มกว่า 700 คน ส่วนอิตาลีสั่งปิดโรงเรียนในกว่า 10 เมือง ยกเลิกงาน “เวนิสคาร์นิวัล” ส่วนยอดผู้เสียชีวิตในจีนเกือบ 2.6 พันราย

 

อ่านข่าว สธ.ประกาศแล้ว "โควิด-19"โรคติดต่ออันตรายร้ายแรง

 

               เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 ว่า ในที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าสมควรประกาศให้ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด-19 เป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่ 14 เพราะต้องการให้คนตระหนักมากขึ้น และให้ความร่วมมือเพื่อยับยั้งซูเปอร์สเปรดเดอร์ คือบุคคลที่สามารถแพร่เชื้อให้แก่ผู้อื่นได้จำนวนมากในครั้งเดียว เหมือนกับเกาหลีใต้ให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจในการบังคับผู้เข้าข่ายติดเชื้อให้มาตรวจที่โรงพยาบาล 


ติดตามข่าวสาร "คมชัดลีก" ผ่าน Line official
เพิ่มเพื่อน

 

               อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีการประกาศเป็นโรคร้ายแรงที่ 14 แต่การแพร่ระบาดในประเทศไทยยังอยู่ในระยะที่ 2 คือเริ่มมีการติดเชื้อจากคนสู่คนภายในประเทศ ยังไม่ถึงระยะที่ 3 อย่างที่เป็นข่าวออกมา ทั้งนี้การประกาศครั้งนี้จะทำให้เจ้าหน้าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศ และให้อำนาจฝ่ายปกครองดำเนินหน้าที่ได้อย่างรอบคอบรัดกุมมากขึ้นตามอำนาจของกฎหมาย

 

               นายอนุทินยังกล่าวถึงกรณีกระแสข่าวด่านคัดกรอง อ.แม่สอด จ.ตาก พบคนจีนลักลอบเข้ามาทางด่านธรรมชาติและพบว่าเข้าข่ายต้องสงสัยติดเชื้อ ขณะนี้ยืนยันว่าบุคคลดังกล่าวเดินทางมาถูกต้องได้รับการตรวจร่างกายแล้วยืนยันว่าไม่พบเชื้อ เพราะมั่นใจว่าสามารถควบคุมการกระจายเชื้อของชาวต่างชาติได้

 

               ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีข่าวคนจีนที่ป่วยจากไวรัสจ้างคนไทยพาลักลอบเข้ามาทางช่องทางธรรมชาติเพื่อมารักษาในโรงพยาบาลชายแดนไทยนั้น ได้สั่งผู้ว่าฯ และหน่วยงานเกี่ยวข้องตรวจสอบแล้ว หากใครเกี่ยวข้องต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย อีกทั้งเรามีนโยบายที่รัดกุมตรวจสอบคัดกรองการเข้าออกทุกด่านอย่างที่ย้ำไปแล้ว ทั้งทางบก น้ำ อากาศ ช่องทางธรรมชาติ ขณะนี้ได้รับรายงานจากกระทรวงสาธารณสุขที่มีการตรวจผ่านโรงพยาบาลในพื้นที่ ก็ยังไม่พบการติดเชื้อ

 

               ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีเกาหลีใต้พบผู้ติดเชื้อแบบก้าวกระโดด ในส่วนของไทยจะดำเนินการอย่างไรจะถึงขั้นห้ามคนไทยไปเกาหลีใต้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เรามีมาตรการรองรับในระยะที่ 3 และวันนี้มีการประชุมที่กระทรวงสาธารณสุขเพิ่มเติมว่าจะทำอย่างไร โดยให้นำ พ.ร.บ.โรคติดต่อมาดูว่าดำเนินการครอบคลุมหรือยัง แต่ควรมีกฎหมายรองรับเพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้สะดวกขึ้น ไม่ได้หมายความว่าให้ตื่นตระหนกเพราะยังไม่ถึงขั้นนั้น

 

               “หลายคนบอกว่าบิดเบือนจำนวนตัวเลขผู้ที่ติดเชื้อหรือไม่ วันนี้ยังยืนยันตัวเลขเดิมอยู่ แต่ในส่วนที่ครอบคลุมก็ประมาณ 1,000 คน ต้องอยู่ในมาตรการต้องติดตามซึ่งยังตรวจสอบไม่พบ จึงต้องตรวจสอบเป็นระยะ อย่าเพิ่งตื่นตระหนกแล้วกัน เมื่อถึงระดับนั้นเราต้องมีมาตรการที่เข้มงวดต่อไป” นายกฯ กล่าว

 

               เมื่อถามว่ารัฐบาลเตรียมประกาศเป็นโรคติดต่อร้ายแรงจะเป็นการยกระดับไปในขั้นที่ 3 หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า คงไม่ใช่เป็นเรื่องนี้ แต่ที่ประชุมหารือกันเรื่อง พ.ร.บ.โรคติดต่อ เพื่อต้องเตรียมมาตรการเพื่อให้เจ้าหน้าที่ดูแลได้มากยิ่งขึ้นซึ่งมีความจำเป็น ไม่ได้หมายความว่ามันมากขึ้น มันคนละประเด็น

 

               เมื่อถามย้ำว่าเตรียมการไว้เพื่อประกาศมาตรการระยะ 3 เพื่อให้ใช้กฎหมายได้เพิ่มมากขึ้นใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า หมายถึงว่าให้มีรองรับเพราะหากเกิดอะไรขึ้นมาในวันข้างหน้าแล้วจะทำอย่างไร ตนพูดถึงเพื่ออนาคตไม่ใช่เพราะวันนี้สถานการณ์รุนแรงขึ้น แต่เหมือนเป็นการป้องกันอย่างโรคซาร์ส โรคเมอร์ส

 

               ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ปัจจุบันไทยอยู่ระยะที่ 2 และระยะที่ 3 ซึ่งเกิดในต่างประเทศเนื่องจากมีการแพร่เชื้อให้คนในประเทศตัวเอง ยกตัวอย่าง คุณป้าอายุ 61 ปี ในเกาหลีใต้ ติดเชื้อจากคนต่างประเทศ ซึ่งไม่รู้ติดตอนไหน และไปแพร่เชื้อให้กับคนที่ไปร่วมในกิจกรรมทางศาสนา 

 

               ซึ่งเราต้องลดความเสี่ยงไม่ให้เกิดการแพร่เชื้อระหว่างคนไทยด้วยกัน แต่เราก็ยังมีภัยใหม่ๆ เข้ามา จากการที่มีการระบาดในช่วงนี้ ทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิ่งนี้จึงต้องดูแลเพิ่มเติม ยิ่งคนไทยที่กลับมาจากประเทศเสี่ยง เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีการเติมผู้ป่วยจากต่างประเทศเข้ามาใหม่ ดังนั้นทั้งการจัดการป้องกันต่างประเทศ และในประเทศล้วนสำคัญพอๆ กัน

 

               วันเดียวกัน นายเชิดเกียรติ อัตถากร อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีคนไทยบนเรือสำราญไดมอนด์ปริ๊นเซสที่ญี่ปุ่นกักกัน ซึ่งมีคนไทย 25 คน เป็นผู้โดยสาร 2 คนและลูกเรือ 23 คน ว่าได้รับรายงานว่าคนไทยบนเรือดังกล่าวติดเชื้อเพิ่มอีก 1 คนเป็นลูกเรือ ทำให้มีคนไทยบนเรือติดเชื้อแล้วทั้งสิ้น 5 คน เป็นผู้โดยสาร 1 คน ลูกเรือ 4 คน โดยทั้งหมดเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลในญี่ปุ่นแล้ว 

 

               สำนักข่าวต่างประเทศรายงานสถานการณ์แพร่ระบาดว่า กระทรวงสาธารณสุขคูเวตและกระทรวงสาธารณสุขบาห์เรน แถลงยืนยันพบผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 เป็นรายแรกของทั้งสองประเทศ โดยทางการคูเวตระบุว่าพบผู้ติดเชื้ออย่างน้อย 3 ราย ขณะที่บาห์เรนระบุพบแล้ว 1 ราย เป็นพลเรือนชาวบาห์เรนที่เพิ่งเดินทางกลับจากอิหร่าน 

 

               โดยก่อนหน้านี้บาห์เรนประกาศห้ามคนต่างชาติที่เคยเดินทางไปประเทศไทยเดินทางเข้าบาห์เรน มีสาระสำคัญคือ ห้ามคนต่างชาติ (หมายถึงทุกสัญชาติ รวมทั้งคนไทย ที่ไม่มีถิ่นพำนัก ไม่มีวีซ่าทำงานในบาห์เรน) ที่เคยเดินทางไปไทย อิหร่าน สิงคโปร์ มาเลเซีย และเกาหลีใต้ ภายใน 14 วันก่อนหน้าเดินทางเข้ามายังบาห์เรน สำหรับผู้ที่มีถิ่นพำนักในบาห์เรนเดินทางกลับมาจากประเทศเหล่านี้จะต้องถูกกักตัว

 

               ขณะที่ นายฟาห์เรทติน โกคา รมว.สาธารณสุขของตุรกี กล่าวว่า การเดินทางจากอิหร่านมายังตุรกีจะถูกระงับเป็นการชั่วคราว แต่การเดินทางจากตุรกีไปยังอิหร่านยังดำเนินไปตามปกติ โดยพรมแดนและเส้นทางรถไฟระหว่างตุรกีและอิหร่านได้ปิดให้บริการลงแล้ว สำหรับการเดินทางทางอากาศจากอิหร่านมายังตุรกีได้ปิดให้บริการเช่นกัน รวมทั้งรัฐบาลตุรกีได้ระงับการสัญจรข้ามพรมแดนหลังจากอิหร่านพบผู้ป่วยติดเชื้อ 43 ราย เสียชีวิต 8 ราย

 

               ด้านสถานการณ์ระบาดในอิตาลีพบผู้ติดเชื้ออีก 73 คน ทำให้จำนวนทั้งหมดเพิ่มเป็น 152 คน และมีผู้เสียชีวิต 3 คน ทางรัฐบาลอิตาลีได้สั่งปิด 10 เมืองในแคว้นลอมบาร์เดีย และอีกเมืองในแคว้นเวเนโต โดยห้ามไม่ให้ประชาชนเข้าออกจากเมือง นอกจากนี้ยังสั่งปิดโรงเรียนใน 5 แคว้น รวมถึงลอมบาร์เดียและเวเนโตตั้งแต่วันนี้(24 ก.พ.) รวมทั้งสั่งห้ามจัดกิจกรรมสาธารณะในบางแคว้นด้วย เช่นเดียวกับงานเวนิส คาร์นิวัล ก็ถูกยกเลิกกลางคันจากเดิมที่จะจัดไปจนถึงวันอังคารนี้ 

 

               สำหรับการแพร่ระบาดในเกาหลีใต้ยังรุนแรง ล่าสุดมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 161 คน ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อรวม 763 คน และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 7 คน นับเป็นพื้นที่ที่พบการแพร่ระบาดนอกประเทศจีนมากที่สุด ทั้งนี้มีรายงานว่าในจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มลัทธิชินชอนจี ในเมืองแทกู ขณะที่รัฐบาลเกาหลีใต้ยกระดับขั้นสูงสุดรับมือการระบาดแล้ว

 

               ส่วนรัฐบาลจีนแถลงว่าผู้ที่ไม่ใช่ชาวเมืองอู่ฮั่นสามารถออกจากเมืองอู่ฮั่นได้ หากไม่แสดงอาการป่วยและไม่เคยสัมผัสผู้ป่วยมาก่อน ทั้งนี้อู่ฮั่นเป็นเมืองเอกของมณฑลหูเป่ยทางภาคกลางของจีน มีประชากรราว 11 ล้านคน ถูกสั่งปิดเมืองตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม ที่ผ่านมา ซึ่งการอนุญาตให้ประชาชนบางส่วนออกจากเมืองอู่ฮั่น มีขึ้นในวันเดียวกับที่คณะผู้เชี่ยวชาญขององค์การอนามัยโลกลงพื้นที่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีการระบาดเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ส่วนยอดผู้เสียชีวิตในจีนเพิ่มขึ้นเป็น 2,592 ราย ส่วนผู้ติดเชื้อรวมทั่วโลกมีอย่างน้อย 79,157 คน

 



5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ