วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563  นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารนณสุข นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย แถลงความคืบหน้าสถานการณ์โรคไวรัส โควิด-19 ว่า ในวันนี้มีผู้ป่วยยืนยันโรคไวรัสโควิด-19 หายดี กลับบ้านได้อีก 1 ราย เป็นนักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนอายุ 33 ปี เข้ารับการรักษาที่สถาบันบำราศนราดูร สรุปสถานการณ์ในประเทศไทย มีผู้ป่วยยืนยันรักษาหายกลับบ้านแล้ว 13 ราย ยังคงรักษาตัวในโรงพยาบาล 20 ราย ไม่มีผู้ป่วยยืนยันรายใหม่เพิ่ม ยังคงมีผู้ป่วยยืนยัน 33 รายเท่าเดิม ส่วนผู้ป่วยยืนยันรายอื่นอาการดีขึ้น ทำให้สถานการณ์ภาพรวมผู้ป่วยในประเทศไทยขยับจากอันดับ 4 เป็นอันดับที่ 6 ของโลก

 

 

 

              “ข้อกังวลเรื่องการป้องกันควบคุมโรคชาวจีนข้ามไปมาระหว่างประเทศไทยกับประเทศเมียนมาร์ ตรงจุดข้ามแดนธรรมชาติโก๊กโก อ.แม่สอด จ.ตาก นั้น สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตากได้ร่วมกับฝ่ายปกครอง ทหาร ในพื้นที่ สั่งการไม่ให้ชาวจีนข้ามตรงจุดข้ามแดนธรรมชาติดังกล่าว โดยให้ไปข้ามที่ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศด่านพรมแดนแม่สอดแทน เพื่อให้ทุกคนได้รับการตรวจคัดกรอง” นายอนุทินกล่าว

              ด้าน นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ผู้ป่วยอาการหนัก 2 ราย ที่มีภาวะปอดบวมรุนแรง บางคนมีโรคอื่นร่วมด้วยนั้น ที่มีผลการเอกซเรย์ปอดผิดปกติตั้งแต่แรกรับ มีภาวะวิกฤติทางระบบทางเดินหายใจ (ARDS) ต่อมาอัตราการแลกเปลี่ยนออกซิเจนในเลือดต่ำลง แพทย์ให้การรักษาตามมาตรฐานแต่อาการยังไม่ดีขึ้น ทีมแพทย์จากโรงพยาบาลศิริราช จึงมาร่วมให้การรักษา โดยช่วยเหลือในการใส่เครื่องช่วยพยุงการทำงานของปอด (Extracorporeal membrane oxygenation : ECMO) เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ร่วมกับการใช้เครื่องช่วยหายใจปกติ อาการผู้ป่วยยังทรงตัว ตอบสนองต่อการใช้เครื่องเอคโม และอัตราการแลกเปลี่ยนออกซิเจนในเลือดดีขึ้น

 

 

 

              “เรือเวสเตอร์ดามที่ไปจอดที่ท่าเรือสีหนุวิลล์ ประเทศกัมพูชานั้น กระทรวงสาธารณสุขไทยมีข้อมูลรายชื่อผู้โดยสารทั้งหมด ได้ประสานไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและด่านควบคุมโรคทั้งบก เรือ อากาศ กำชับให้เข้มมาตรการคัดกรองผู้เดินทางเข้าประเทศจากกัมพูชา หากพบผู้สงสัยจะนำเข้าระบบป้องกัน ควบคุมโรค ตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข โดยทุกสายการบินที่มาจากพนมเปญจะใช้มาตรการแบบเดียวกับสายการบินที่มาจากเมืองอู่ฮั่น” นพ.สุขุมกล่าว

              นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สำหรับปัญหาข้ามพรมแดนที่โก๊กโก แม่สอด ซึ่งใกล้กับนิคมสร้างตนเอง ที่มีคนจีนอาศัยอยู่ 2-3 หมื่นคน ขณะนี้ได้สั่งการให้มีการปิดพรมแดนธรรมชาติแล้ว โดยให้เข้าออกในด่านหลัก เพราะมีเครื่องเทอร์โมสแกนตรวจจับวัดไข้ในการคัดกรองผู้เดินทาง เนื่องจากในช่วงเทศกาลตรุษจีนมีการข้ามพรมแดนประมาณ 6,000 คน และขณะนี้มีผู้ป่วยที่อยู่ในข่ายเฝ้าระวัง 2 คน ผลตรวจยืนยันเบื้องต้นเป็นลบ

 

 

 

              ต่อมานายอนุทิน ชี้แจงกรณีมีรายงานข่าวข้อมูลจับโป๊ะ เรือซีบอร์นโอเวชั่น ที่เข้ามาจอดท่าเรือภูเก็ต ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีแผนมาไทยและก่อนหน้านี้ถูกปฏิเสธจาก 3 ประเทศว่า ยืนยันว่าไม่มีโป๊ะ เรือลำนี้มีตารางที่จะเข้ามาอยู่แล้ว มีการยืนยันการเทียบเรือ มีรายชื่อผู้โดยสาร มีประวัติผู้โดยสาร ที่สำคัญคือกรมควบคุมโรคส่งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเข้าไปตรวจคัดกรองผู้โดยสารทุกคนบนเรือแล้ว นอกจากนี้ ท่าเรือนี้เป็นท่าเรือเอกชน ต้องทำตามกฎ ต้องรายงานกรมเจ้าท่าตามความเป็นจริง ไม่อย่างนั้นจะมีปัญหา

              “เรือที่ออกนอกเส้นทางและขอจอดฉุกเฉินนั้น ไม่ใช่ว่าจะอนุญาต หรือปฏิเสธไปหมด ต้องดูเป็นรายๆ ไป ซึ่งในหนึ่งปีมีมาขอจอดนอกเส้นทางไม่เกิน 10 ลำ เพราะการออกนอกเส้นทางนั้นมีค่าใช้จ่ายมหาศาล และการไปจอดท่าเรือต่างๆ มีกฎระเบียบ มีมาตรฐานสากลอยู่แล้ว” นายอนุทินกล่าว

              ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีสื่อประเทศกัมพูชารายงานว่ามีผู้โดยสารบนเรือเวสเตอร์ดาม ที่ไปจอดท่าเรือสีหนุวิลล์ ประมาณ 20 คน มีอาการไข้ ต้องเข้าระบบตรวจการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 นายอนุทิน กล่าวว่า หากทางกัมพูชาขอให้ช่วยเหลืออะไรก็ยินดีช่วยเหลือ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้มีการร้องขอเข้ามา ในส่วนของ 20 คนที่ว่ามีอาการป่วยนั้นก็ขอให้ดีขึ้น ไม่เป็นอะไร อย่างไรก็ตาม ในส่วนของคนไทยที่อยู่บนเรือลำนั้นหากมีไข้ก็คงต้องหาทางพากลับบ้าน

 

 

 

              ทางด้านสถานการณ์ไวรัสโควิค-19 ในต่างประเทศ ล่าสุดวันนี้(14ก.พ.) ยอดผู้เสียชีวิตทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 1,489 ราย โดยในจำนวนนี้ 1,426 ราย อยู่ในมณฑลหูเป่ยเพียงแห่งเดียว

              คณะกรรมาธิการสาธารณสุขมณฑลหูเป่ยระบุว่า ยอดผู้เสียชีวิตล่าสุดในหูเป่ยเพิ่มขึ้น 116 ราย และมีการยืนยันยอดผู้ติดเชื้อในมณฑลหูเป่ยเพิ่มขึ้น 4,823 ราย ในจำนวนนี้มีบุคลากรการแพทย์เสียชีวิตแล้ว 6 คน และล้มป่วยอีก 1,716 คน โดยพบมากที่สุดในเมืองอู่ฮั่น 

              ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อทั่วโลกเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 64,241 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้ติดเชื้อในจีนแผ่นดินใหญ่ 63,660 คน สิงคโปร์ 58 คน ฮ่องกง 53 คน ไทย 33 คน เกาหลีใต้และญี่ปุ่นแห่งละ 28 คน มาเลเซีย 19 คน ไต้หวัน 18 คน เยอรมนีและเวียดนามแห่งละ 16 คน ออสเตรเลียและสหรัฐแห่งละ 15 คนฝรั่งเศส 11 คน มาเก๊า 10 คน อังกฤษ 9 คน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 8 คน แคนาดา 7 คน อิตาลี ฟิลิปปินส์ และอินเดีย แห่งละ 3 คน รัสเซียและสเปนแห่งละ 2 คน เนปาล กัมพูชา เบลเยียม ฟินแลนด์ สวีเดน และศรีลังกา แห่งละ 1 คน ส่วนยอดผู้ที่หายป่วยอยู่ที่ 6,974 คน

 

 

 

              นายลี เซียงหลง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ กล่าวระหว่างเยี่ยมขวัญคนทำงานที่สนามบินชางงี ว่า ผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ต่อเศรษฐกิจของสิงคโปร์ สูงกว่าโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรง (โรคซาร์ส) โดยเฉพาะอย่างยิ่งสองสามไตรมาสข้างหน้าจะยิ่งสำคัญ เพราะสิงคโปร์จะต้องต่อสู้กับการระบาดหนักหน่วงมาก

              "เวลานี้ก็ร้ายแรงมากกว่าโรคซาร์สแล้ว และเศรษฐกิจในภูมิภาคก็เชื่อมโยงระหว่างกันมากกว่าเดิม โดยเฉพาะจีน เป็นปัจจัยสำคัญต่อภูมิภาคมากกว่าในคราวนั้น ผมไม่สามารถบอกได้ว่าเราจะเข้าภาวะถดถอยหรือไม่ แต่มันเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจของเราจะกระทบ"

              ครั้งโรคซาร์สระบาด เมื่อมีนาคม 2546 สิงคโปร์ใช้เวลา 5 เดือนหรือถึงเดือนกรกฎาคมในปีเดียวกัน จึงกำจัดโรคได้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีลี กล่าวว่า เขาคิดว่าเร็วมาก แต่ครั้งนี้ไม่คิดว่าจะเร็วแบบนั้น