ศาลอาญาคดีทุจริตฯ สั่ง สตช.ส่งข้อมูลชี้แจงปมฉาวลูกน้องฟ้อง “บิ๊กแป๊ะ” โยกย้ายไม่เป็นธรรม ภายใน 30 วัน นัดฟังคำพิพากษา 19 มี.ค. ชั้นผู้น้อยอีก 200 นาย จ่อตบเท้าร้องเอาผิดเพิ่ม ด้านรองโฆษกตร.ระบุพร้อมปฏิบัติตามทันที หากได้รับหนังสืออย่างเป็นทางการ ขณะที่ปมสอบ “วิระชัย” ไร้ธงชี้นำ ยันเป็นไปตามข้อร้องเรียน

               ความคืบหน้ากรณี พ.ต.อ.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ รองผู้บังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 (รอง ผบก.อก.ภ.9) ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถนนนครไชยศรี ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

 

               กรณีใช้อำนาจแต่งตั้งโยกย้ายโดยมีมูลเหตุจูงใจด้านอื่น เมื่อวันที่ 13 มกราคม ที่ผ่านมา โดยเชื่อว่าถูกกลั่นแกล้งเกี่ยวกับเรื่องทรงผม และเคยทำบันทึกกล่าวหา รองผบ.ตร. เพื่อนร่วมรุ่น นรต.36 ของ ผบ.ตร. กระทั่งมีคลิปเสียงโต้เดือดในเวลาต่อมาระหว่าง พ.ต.อ. กับ พล.ต.อ. จนวิพากษ์วิจารณ์กันว่าเป็นศึกสีกากีตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

 

               ล่าสุดวันที่ 27 มกราคม ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นัดฟังคำสั่งคดีที่ พ.ต.อ.ไพรัตน์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.จักรทิพย์ โดยวันนี้โจทก์ได้ส่งทนายมารับฟังคำสั่งจะรับคดีไว้เพื่อไต่สวนมูลฟ้องหรือไม่ เบื้องต้นศาลเห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยกฎหมาย และอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาล

 

               แต่สั่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดส่งข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้อง ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ดังนี้ 1.กฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อกำหนดหรือคำสั่ง ที่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับ ผกก.และรอง ผบก. ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง (ถ้าหากมี)

 

               2.การดําเนินการโยกย้ายโจทก์ (พ.ต.อ.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์) ในวาระประจําปี 2562 จากตําแหน่ง รองผบก.ภ.จว.เพชรบุรี ไปดํารงตําแหน่ง รอง ผบกอก.ภ.9 ซึ่งถือเป็นการโยกย้ายข้ามภาค มีสาเหตุมาจากเรื่องใด และเป็นการดําเนินการตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อกําหนดหรือคําสั่งใดหรือไม่ อย่างไร

 

               3.ให้จัดส่งสําเนาคําสั่งสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ที่ 247/2562 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 พร้อมบัญชีแนบท้ายคําสั่ง (ฉบับสมบูรณ์) ต่อศาล โดยให้จัดส่งข้อมูลและเอกสารดังกล่าว ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับหนังสือแจ้ง ทั้งนี้ได้นัดฟังคำสั่งอีกครั้ง 19 มีนาคม เวลา 09.00 น.

 

               ด้าน พ.ต.อ.ไพรัตน์ กล่าวว่า การที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางสั่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดส่งข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต่อศาล ถือเป็นการยืนยันว่า 1.คดีที่ยื่นฟ้องผบ.ตร.ขณะนี้อยู่ในอานาจของศาลแล้ว ซึ่งจากนี้ไปศาลมีอำนาจที่จะพิจารณาหรือแก้ไขได้ 2.คำฟ้องที่ยื่นฟ้อง ผบ.ตร. ยืนยันว่า การกระทำของ ผบ.ตร.เป็นสิ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างชัดเจน

 

               ดังนั้นศาลจึงมีคำสั่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดทุกขั้นตอนมาให้ตรวจสอบ มั่นใจว่ากรณีที่ฟ้อง ผบ.ตร.ครั้งนี้ทุกอย่างมีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าการโยกย้ายตนนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยเฉพาะการโยกย้ายจากภาค 7 ไปภาค 9 ถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

 

               “ผมอยากให้คดีที่ผมฟ้องร้อง ผบ.ตร. เป็นตัวอย่างของการที่ตำรวจชั้นผู้น้อยถูกรังแก การฟ้องผบ.ตร.ของผมจะเป็นประโยชน์ต่อตำรวจชั้นผู้น้อยอย่างมาก เพราะทุกครั้งที่ผู้บังคับบัญชาโยกย้ายตำรวจจะอ้างว่าทำได้ตามคำสั่ง คสช.ที่ 20/2561 และเมื่ออ้างคำสั่งนี้ ผู้บังคับบัญชาจะมีความชอบธรรม และทำให้ตำรวจชั้นผู้น้อยไม่สามารถฟ้องร้องได้” พ.ต.อไพรัตน์ กล่าว

 

               อย่างไรก็ตามขอชี้แจงว่า คำสั่งคสช.ดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ไม่ได้เปิดทางให้ผู้บังคับบัญชาสามารถโยกย้ายใครก็ได้ เพราะคำสั่งคสช.นี้ความจริงมีเจตนาต้องการคุ้มครองการแต่งตั้งโยกย้ายให้เป็นไปโดยสุจริตและคุณธรรม คำสั่ง คสช.เป็นคำสั่งที่มีไว้เพื่อความมั่นคง และความสงบเรียบร้อย ดังนั้นการที่ ผบ.ตร.อ้างคำสั่งดังกล่าวถือเป็นการกระทำที่ไม่ตรงตามเจตนารมณ์

 

               ทั้งนี้มีรายงานข่าวแจ้งว่า จากคดีที่ พ.ต.อ.ไพรัตน์ ฟ้อง พล.ต.อ.จักรทิพย์ เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นั้น หลังจากนี้จะมีตำรวจอีกกว่า 200 นายไปยื่นฟ้อง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ต่อศาล ในเรื่องแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในเร็วๆ นี้อีกด้วย

 

               ขณะที่ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวว่า เพิ่งทราบข้อมูลจากสื่อว่ามีคำสั่งจากศาล ซึ่งหากมีหนังสือมาจะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ส่งข้อมูลตามคำร้องขอภายใต้กรอบกฎหมาย ว่าเป็นการให้ข้อมูลมากน้อยแค่ไหน ที่ผ่านมามีเรื่องการขอข้อมูลลักษณะแบบนี้ ไม่ว่าจากทางศาล หรือหน่วยงานอื่นๆ ก็มีการตอบกลับไปตามกรอบกฎหมายอยู่แล้ว ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติพร้อมให้ความร่วมมือทันทีหากหนังสืออย่างเป็นทางการจากศาลส่งมาถึง

 

               นอกจากนี้ พ.ต.อ.กฤษณะ ยังกล่าวถึงกรณีการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผบ.ตร. ที่ถูกสั่งเด้งเข้าไปปฏิบัติราชการในสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมี พล.ต.อ.ชนสิษฎ์ วัฒนวรางกูร จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นกรรมการนั้น ว่า มีความชัดเจนในเรื่องข้อกล่าวหา และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ไม่ได้กำหนดกรอบการสอบสวนไว้ แต่ให้ทางจเรตำรวจเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ

 

               พ.ต.อ.กฤษณะ กล่าวด้วยว่า ผู้ที่ถูกตรวจสอบเป็นข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่ จึงมีการออกคำสั่ง ซึ่งก็เป็นปกติ โดยในหนังสือการตั้งกรรมการสอบมีรายละเอียดเรื่องเหตุผลความจำเป็นในการปฏิบัติ ส่วน พล.ต.อ.วิระชัยจะยังกลับมาเป็นคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) อีกหรือไม่นั้น ไม่สามารถตอบได้