royal coronation
6 ธันวาคม 2562
ข่าวทั่วไป

อุทธรณ์ยืนคุก 6 โจ๋ – แฟนสาว รุมแทงชายพิการร้านขนมปังดับ

19 พฤศจิกายน 2562 - 13:52 น.
ขายขนมปัง
Shares :
เปิดอ่าน 403 ครั้ง

อุทธรณ์ยืนจำคุก 7 โจ๋ คนละ 12-19 ปี ฆ่า-สนับสนุนฆ่า ชดใช้ 5 แสน ไม่ลดโทษชี้ จำเลยวัยหนุ่มสาวทำผิดไม่คิดรอบด้านทำสูญเสีย ด้านญาติผู้ตายไม่ติดใจฎีกา

 

19 พฤศจิกายน 2562  ที่ห้องพิจารณา 813 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีฆ่าชายพิการร้ายขนมปังหอม ย่านโชคชัย 4 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 9 และนางทองคำ ศรีจันทร์ อายุ 69 ปี มารดาผู้ตาย  

 

 

ร่วมกันเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายพีรพล หรือเปา ยศพงศ์อนันต์ อายุ 24 ปี , นายอัครเดช หรืออั๋น ทัศนะ อายุ 25 ปี , นายมนต์มนัส หรือเต้ย แสงโพธิ์ อายุ 24 ปี , นายจตุพร หรือเบียร์ จันทร์โสภา อายุ 21 ปี , นายเมฆ พลไกรษร อายุ 22 ปีเศษ , นายอรินทร์ หรือเตอร์ ยศพงศ์อนันต์ อายุ 22 ปี และน.ส.ณัฐณิชา หรือเกมส์ ฤทธิ์ล้ำเลิศ อายุ 21 ปี แฟนสาวของนายมนต์มนัส เป็นจำเลยที่ 1-7 ในความเป็นผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา , ร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธ และร่วมกันพาอาวุธมีดไปในเมืองฯโดยไม่มีเหตุอันควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 , 362 , 364 , 365 , 371 ซึ่งมารดาผู้ตาย โจทก์ร่วม ก็ได้เรียกค่าเสียหายทางแพ่งด้วย 2.3 ล้านบาท 

 

ตามฟ้องเมื่อวันที่ 13 ก.ค.59 บรรยายพฤติการณ์ความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 1 พ.ค.59 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1-6 ร่วมกันพาอาวุธมีดปลายแหลม 1 เล่ม ใบมีดกว้าง 1 นิ้ว ความยาว 27 นิ้ว , มีดหัวตัดยาว 1 เล่ม ยาว 21 นิ้ว และมีดปลายแหลม 1 เล่ม ยาว 6 นิ้ว ติดตัวไปที่ ซ.โชคชัย 4 แยก 69 แขวง-เขตลาดพร้าว กทม. แล้วจำเลยที่ 2 ,4-6 ได้บุกรุกเข้าไปบ้านของ "นางธันยชนก ศรีจันทร์" ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นภรรยาของนายสมเกียรติ อายุ 36 ปีผู้ตาย โดยไม่ได้รับอนุญาต

 

จากนั้นร่วมกันใช้กำลัง ใช้มีดที่ติดตัวมา และอิฐบล็อกสีแดงเป็นอาวุธประทุษร้ายนายสมเกียรติด้วยการฟัน แทง โดยจำเลยมีเจตนาฆ่า ซึ่งก่อนจะเสียชีวิต "นายสมเกียรติ" ใช้มีดปลายแหลม (มีดตัดขนมปัง) ยาว 32 นิ้วเข้าต่อสู้ป้องกันตัว แต่นายสมเกียรติถูกทำร้ายที่ใบหน้า ศีรษะ ลำคอ ไหล่ซ้าย แขนซ้าย ข้อมือซ้าย สะบักขวาซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญ โดยคมมีดถูกสมองและเส้นเลือดใหญ่ที่ลำคอ กระทั่งเป็นเหตุให้ "นายสมเกียรติ" ถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา

 

ภายหลังกระทำความผิดตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1-5 ได้พร้อมมีดปลายแหลม 2 เล่ม , อิฐบล็อก 1 ก้อนที่ใช้ทำผิด , เสื้อเชิ้ตของจำเลยที่ 2 ใส่กระทำผิด และมีดยาว 32 นิ้วที่นายสมเกียรติใช้ต่อสู้ป้องกันตัว ส่วนจำเลยที่ 6 ได้เข้ามอบตัว ขณะที่จำเลยที่ 7 ถูกจับกุมตามหมายจับเมื่อวันที่ 7 พ.ค.59 ซึ่งชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณา จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ โดยการก่อเหตุสืบเนื่องจากการโต้เถียงกันที่มีการแซวร้านขนมปังขณะผู้ก่อเหตุมีอาการมึนเมาสุรา 

 

 

โดยจำเลยทั้ง 7 คนไม่ได้รับการประกันตัวตลอดการพิจารณาคดี ซึ่งจำเลยทั้งหมดต่อสู้คดีพร้อมให้การปฏิเสธ ขณะที่ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 ธ.ค.60 ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา , ฐานช่วยเหลืออำนวยความสะดวก , ฐานบุกรุกเข้าไปในเคหะสถานผู้อื่น และโทษปรับจำเลยที่ 1-6 คนละ 1,000 บาทข้อหาพกพาอาวุธไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร

 

โดยจำคุกนายพีรพลหรือเปา ยศพงศ์อนันต์ จำเลยที่ 1 และนายมนต์มนัสหรือเต้ย แสงโพธิ์ จำเลยที่ 3 คนละ18 ปี , นายอัครเดช หรืออั๋น ทัศนะ จำเลยที่ 2 และนายอรินทร์หรือเตอร์ ยศพงศ์อนันต์ จำเลยที่ 6 จำคุกคนละ 19 ปี , นายจตุพร หรือเบียร์ จันทร์โสภา จำเลยที่ 4 จำคุก 13 ปี , นายเมฆ พลไกรษร จำเลยที่ 5 จำคุก 12 ปี , น.ส.ณัฐณิชา หรือเกมส์ ฤทธิ์ล้ำเลิศ แฟนสาวของนายมนต์มนัส จำเลยที่ 7 จำคุกคนละ 12 ปี และให้จำเลยทั้ง 7 คนร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิด เป็นค่าขาดไร้อุปการะและค่าปลงศพ ให้กับนางทองคำ มารดาผู้ตาย รวม 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี

 

อัยการโจทก์ และจำเลยทั้งเจ็ด ต่างยื่นอุทธรณ์ ซึ่งวันนี้ศาลได้เบิกตัวจำเลยมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และทัณฑสถานหญิงกลางมาฟังคำพิพากษา ขณะที่ฝ่ายครอบครัวผู้เสียชีวิต มีญาติก็เดินทางมาฟังคำพิพากษา

 

ขณะที่ "ศาลอุทธรณ์" ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่า พยานโจทก์ที่เบิกความเป็นประจักษ์พยาน รวมถึงภาพถ่ายและกล้องวงจรปิดมีน้ำหนักหนักแน่น ไม่มีเหตุที่พยานโจทก์จะปรักปรำพวกจำเลย ไม่มีเหตุกดดัน ซึ่งกรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา โดยพวกจำเลยทั้งเจ็ดอยู่ร่วมกันในที่เกิดเหตุ ในลักษณะเป็นพวกกัน เป็นกำลังใจให้ฮึกเหิม รุมทำร้ายผู้ตายที่อวัยวะสำคัญ ตำรวจมาก็ไม่หยุด ขณะที่ผู้ตายต่อสู้เพื่อป้องกันชีวิตมากกว่ามีเจตนาทะเลาะ ประวัติของผู้ตายไม่ใช่ข้ออ้างในคดี

 

ส่วนที่จำเลยที่ 6 อ้างไม่ได้ขว้างอิฐ และจำเลยที่ 7 อ้างไม่ได้พูดว่าเอาให้ตาย เป็นการอ้างลอยๆ ฟังไม่ขึ้น เนื่องจากมีประจักษ์พยานหลายปาก พวกจำเลยเป็นลูกตำรวจ หากไม่ใช่เรื่องจริงพยานคงไม่กล้าเบิกความให้ร้ายปรักปรำ

 

สำหรับประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์ให้ลงโทษสถานหนัก ส่วนจำเลยอุทธรณ์ให้ศาลลงโทษในสถานเบา เนื่องจากขณะเกิดเหตุยังเป็นเยาวชนที่มีอายุ 18-22 ปีและไม่เคยกระทำผิดมาก่อนนั้น "ศาลอุทธรณ์" เห็นว่าพวกจำเลยอยู่ในวัยหนุ่มสาว กระทำโดยไม่คิดรอบด้าน และทำผิดโดยง่ายนำมาสู่การสูญเสีย แต่จากพฤติการณ์ที่ร่วมกันก่อเหตุฆ่าผู้อื่น ไม่มีเหตุบรรเทาโทษ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย จึงพิพากษายืน

 

ภายหลังฟังคำพิพากษาศาสลอุทธรณ์แล้ว  "นายเมธัส ผลประเสริฐ" หลานของผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า ส่วนของโจทก์ร่วมคงจะไม่ฎีกา ปล่อยให้เป็นไปตามกฎหมายพอใจแล้ว ส่วนชีวิตความเป็นอยู่ณะนี้ก็เปลี่ยนแปลงไป คนๆ หนึ่งเป็นที่รักตายจากไป สร้างบาดแผลให้เรา อย่างไรก็ดีอยากฝากเป็นอุทาหรณ์แก่ผู้ไม่บรรลุนิติภาวะ จำเลยกระทำความผิดขณะที่อายุ 18-22 ปี ศาลก็มองว่าจำเลยไม่บรรลุนิติภาวะ แต่เป็นการกระทำที่รุนแรงเกินไป จึงไม่ลดโทษให้ ก็ฝากให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเตือนใจด้วย

 

ด้าน "น.ส.ธันยชนก ศรีจันทร์" พี่สาวของผู้เสียชีวิต ก็กล่าวเสริมว่า อยากให้พ่อแม่ดูแลลูกให้ดีกว่านี้ ไม่อยากให้เดินตามรอยนี้

 

 

 

 

Shares :

5 อันดับข่าวฮิต
Recommended