พลตำรวจเอก อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร  โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว "ผู้ว่าฯอัศวิน" ชวนนักบุญร่วมชมงาน ฟรีคอนเสิร์ต 'วิน กับ ฮาร์ท' ดนตรีในสวนช่วยเหลือผู้ป่วยโรคไต ในโรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร

 

          ปกติจะเป็นศิลปินคู่ "เบิร์ดกับฮาร์ท" แต่วันนี้ขอพิเศษนิดครับ เพราะกทม. ได้ร่วมกับ คุณฮาร์ท สุทธิพงศ์ ทัดพิทักษ์กุล คุณเอ็ม ยืนชนม์ สมบัติเทพ (ฉายาเงาเสียงคุณสุเทพ วงศ์กำแหง) และวงแจ๊สทรีโอ จัดฟรีคอนเสิร์ต "ดนตรีในสวนช่วยเหลือผู้ป่วยโรคไต เพื่อโรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานคร”

 

 

ฟรีคอนเสิร์ต'วิน กับ ฮาร์ท'เพื่อต่อชีวิตผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง

         กำหนดจัดขึ้น 3 ครั้ง ในช่วงเย็นวันอาทิตย์ ระหว่างเวลา 16.30 – 19.00 น.โดยครั้งที่ 1 วันที่ 17 พ.ย. 2562 ณ อุทยานเบญจสิริ เขตคลองเตย

         ครั้งที่ 2 วันที่ 24 พ.ย. 2562 ณ สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) เขตจตุจักร และ

         ครั้งที่ 3 วันที่ 1 ธ.ค.  2562 ณ ทางเชื่อมรถไฟฟ้า สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ เขตปทุมวัน

 

 

ฟรีคอนเสิร์ต'วิน กับ ฮาร์ท'เพื่อต่อชีวิตผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง

        ปัจจุบัน โรงพยาบาลในสังกัดกทม. 8 แห่ง มีผู้ป่วยโรคไตที่จำเป็นจะต้องใช้เครื่องฟอกไตจำนวน 13,000 ราย ขณะที่โรงพยาบาลทั้ง 8 แห่ง มีเครื่องฟอกไตสำหรับใช้ในการรักษาผู้ป่วย รวมจำนวน 74 เครื่องเท่านั้นครับ

         

 

          นอกจากนี้  ข้อมูลจากการศึกษาของสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย พบว่า คนไทยมีแนวโน้มเป็นโรคไตเรื้อรังเพิ่มมากขึ้นทุกปีอีกด้วย

 

 

ฟรีคอนเสิร์ต'วิน กับ ฮาร์ท'เพื่อต่อชีวิตผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง

         ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่พี่น้องประชาชนจะได้ร่วมกันทำบุญครั้งใหญ่เพื่อต่อชีวิตให้กับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ซึ่งท่านสามารถบริจาคเงินในงานแสดงคอนเสิร์ตก็ได้ครับ หรือจะติดต่อบริจาคเงินหรือเครื่องฟอกไตที่โรงพยาบาลในสังกัดกทม.โดยตรงก็ได้ ซึ่งใบเสร็จจากเงินบริจาคสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ครับ

       

 

ฟรีคอนเสิร์ต'วิน กับ ฮาร์ท'เพื่อต่อชีวิตผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง

        ผมได้มีโอกาสฟังเสียงคุณฮาร์ทและคุณเอ็ม ร้องเพลงสดๆ ในวันแถลงข่าว ผมมั่นใจว่าทุกท่านที่มาฟังคอนเสิร์ตดนตรีในสวนจะไม่ผิดหวังแน่นอน แล้วพบกันครับ

 

          ทั้งนี้ ปัจจุบันคนไทยป่วยด้วยโรคไตเรื้อรังประมาณ 8 ล้านคน โดยเป็นผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายกว่า 100,000 คน ที่ต้องรับการฟอกเลือดหรือล้างไตทางช่องท้อง และมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องร้อยละ 15-20 ต่อปี ปั่นทอนคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและญาติ ทำให้รัฐบาลต้องใช้ทรัพยากรบุคคลและเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาปีละกว่า 20,000 ล้านบาท