5 ก.ย.62-ที่ห้องพิจารณา 903 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.1318/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายณรงค์ศักดิ์ หรือตุ้ย พลายอร่าม , นายชัชวาล หรือชัช ปราบบำรุง , นายทวีชัย หรือวี หรือชัย วิชาคำ , นายสมศรี หรือเยอะ มาฤทธิ์ และนายพีรพงษ์ หรือธานินทร์ สินธุสนธิชาติ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรอง , ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกให้ไม่ได้ไว้ในครอบครอง , ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ ร่วมกันมียุทธภัณฑ์ฯ , ร่วมกันทำให้เกิดระเบิด , ร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้านฯ , ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 221, 288, 289, 358 ประกอบมาตรา 53,80 ,83 กับพ.ร.บ.อาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนฯ พ.ศ.2490 มาตรา 4,6,7,8 ทวิ, 38, 55, 72, 72 ทวิ, 74, 78 และพ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530  มาตรา 15,42

 

 

           โดยอัยการโจทก์ ยื่นฟ้อง ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 26 มี.ค.57  จำเลยทั้งห้ากับพวกอีกหลายคนที่หลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ได้ร่วมกันมีอาวุธปืน ชนิดที่เป็นเครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 40 มิลลิเมตร (แบบเอ็ม 79) ซึ่งเป็นอาวุธชนิดลำกล้องไม่มีเกลียว มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางปากลำกล้องเกิน 20 มิลลิเมตรขึ้นไป โดยจำนวนไม่แน่ชัดตั้งแต่ 6 กระบอกขึ้นไป , มีเครื่องกระสุนปืนชนิดที่เป็นลูกระเบิดยิ่งชนิดสังหาร (HE) ขนาด 40 มิลลิเมตรจำนวน 5 ลูก ซึ่งเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้

             ซึ่งจำเลยทั้งห้ากับพวก ได้ร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนชนิดลูกระเบิดสังหารดังกล่าว ติดตัวไปในถ.แจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม. อันเป็นเมืองและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตฯและไม่ใช่กรณีที่ต้องมีติดตัวไปเมื่อมีเหตุจำเป็นหรือเร่งด่วนฯ โดยจำเลยร่วมกันใช้อาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนจ้องเล็งและยิงลูกระเบิดนั้น จำนวน 5 ลูกเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมือง " คณะกรรมการประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข" หรือ กปปส. ที่กำลังชุมนุมอยู่บน ถ.แจ้งวัฒนะใกล้กับบริเวณศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ อันเป็นการกระทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์ของผู้อื่นโดยจำเลยทั้งห้ากับพวกโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและมีเจตนาฆ่ากลุ่มคนผู้ชุมนุมทางการเมือง กปปส. และประชาชนทั่วไป ที่กำลังผ่านหรืออยู่ใกล้กับบริเวณที่ชุมนุมดังกล่าว เหตุเกิดที่แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม.

             จำเลยทั้ง 5 คนให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา พร้อมตั้งทนายความสู้คดี ซึ่งวันนี้ศาลได้เบิกตัวจำเลยที่ 1-4 จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ที่ถูกคุมขังไว้ระหว่างพิจารณาคดีเนื่องจากไม่ได้ยื่นประกัน มาฟังคำพิพากษา

              ขณะที่ "ศาล" พิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์-จำเลยนำสืบแล้ว เห็นว่า พยานโจทก์แต่ละปากต่างเป็นผู้ได้รับคำบอกเล่าจากจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 5 และนายยงยุทธ หรือชินจัง บุญดี โดยจำเลยที่ 1 และ ที่ 5 ก็เบิกความยืนยันว่าหลังถูกจับกุมไว้ในค่ายทหารตามกฎอัยการศึกถูกทำร้ายร่างกาย ขู่เข็ญให้รับสารภาพ และนำเอกสารต่างๆ มาให้ลงชื่อโดยไม่ทราบข้อความ ซึ่งหลังจากจำเลยที่ 1 พ้นจากการควบคุมของทหาร จำเลยที่ 1 ก็ให้การปฏิเสธ โดยมีผลการตรวจร่างกายจากโรงพยาบาลมายืนยัน ส่วนจำเลยที่ 5 ก็ยืนยันถูกทำร้ายร่างกาย และทหารโน้มน้าวจูงใจให้ช่วยเหลือราชการโดยจะไม่ถูกดำเนินคดี โดยนายยงยุทธ พยานนั้นเมื่อพ้นจากการควบคุมของทหารก็ได้ให้การปฏิเสธและยืนยันว่าไม่ได้สารภาพโดยสมัครใจ ส่วนจำเลยที่ 2-4 ก็ให้การปฏิเสธตลอดมา ดังนั้นพยานโจทก์ที่นำสืบมายังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1-5 กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ จึงพิพากษายกฟ้อง

           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลคำพิพากษานี้เป็นการวินิจฉัยของศาลชั้นต้น ซึ่งตามกฎหมายคู่ความมีสิทธิอุทธรณ์ได้อีกภายใน 1 เดือนนับจากวันที่อ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ขณะที่ตัวจำเลยแม้ศาลยกฟ้องโดยไม่ได้สั่งขังระหว่างอุทธรณ์แล้ว แต่ก็ยังมีคดีอื่นที่ต้องคุมขังอยู่