royal coronation
15 ธันวาคม 2562
ข่าวทั่วไป

"ภุชงค์" อดีตเลขา กกต. ชนะคดี ฟ้อง กกต. เลิกจ้างไม่เป็นธรรม

13 สิงหาคม 2562 - 19:09 น.
อดีตเลขาธิการ กกต,กกต,ศาลปกครองกลาง,ภุชงค์,ถูกเลิกจ้าง
Shares :
เปิดอ่าน 1,933 ครั้ง

"ศาลปกครองกลาง" พิพากษาให้ สนง.กกต.ชดใช้เงินกว่า 2 ล้านพร้อมดอกเบี้ย เยียวยา "ภุชงค์" อดีตเลขาฯ กกต.ถูกเลิกจ้างก่อนครบสัญญา 13 เดือน

 

"ศาลปกครองกลาง" พิพากษาให้ สนง.กกต.ชดใช้เงินกว่า 2 ล้านพร้อมดอกเบี้ย เยียวยา "ภุชงค์" อดีตเลขาฯ กกต.ถูกเลิกจ้างก่อนครบสัญญา 13 เดือน ชี้ไม่เป็นธรรมใช้แบบประเมินใหม่โดยไม่แก้สัญญา รอลุ้นอุทธรณ์อีกยก

 

          13 ส.ค.62 -  ที่ห้องพิจารณาคดี 6 ศาลปกครองกลาง ถ.แจ้งวัฒนะ เวลา 13.30 น. ศาลปกครองกลาง อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ บ.97/2559 ที่ นายภุชงค์ นุตราวงศ์ อดีตเลขาธิการ กกต. ยื่นฟ้อง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)  และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็น ผู้ถูกฟ้องที่ 1-2

 

          โดย นายภุชงค์ อดีตเลขาธิการ กกต. ยื่นฟ้องระบุว่า ผู้ฟ้องนั้นได้รับการคัดเลือกและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กกต. โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ทำสัญญาจ้างผู้ฟ้องเป็นระยะเวลา 5  ปี นับตั้งแต่วันที่ 13 มี.ค.55 ถึงวันที่ 12 มี.ค.60  ซึ่งกำหนดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานทุกปีงบประมาณ (วันที่ 1 ต.ค. ถึง 30 ก.ย.ของปีถัดไป) ต่อมา กกต. ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ได้มีประกาศ กกต. ลงวันที่ 8 ธ.ค.58 เลิกจ้างผู้ฟ้อง และให้พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการ กกต. ให้เหตุผลเลิกจ้างว่าผู้ฟ้องมีผลการประเมินการปฏิบัติงานปีงบประมาณ พ.ศ.2558 ไม่บรรลุเป้าหมาย ซึ่งผู้ฟ้องเห็นว่า การเลิกจ้างนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นธรรมต่อผู้ฟ้อง โดยขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนประกาศ กกต. เรื่องให้เลขาธิการ กกต. พ้นจากตำแหน่ง ลงวันที่ 8 ธ.ค.58 และขอให้มีคำสั่งทุเลาการบังคับตามประกาศ กกต. ดังกล่าว รวมทั้งให้สำนักงาน กกต. ซึ่งเป็นผู้ถูกฟ้องที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายเกี่ยวกับค่าจ้างและค่าตอบแทนที่ผู้ฟ้องเคยได้รับ กับค่าเสียหายต่อชื่อเสียงให้แก่ผู้ฟ้องด้วย จำนวน 7,060,380 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ


          ระหว่างพิจารณาคดี ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งไม่รับคำขอทุเลาคำบังคับตามประกาศ กกต. เรื่องให้เลขาธิการ กกต. พ้นจากตำแหน่ง 

 

          โดยส่วนเนื้อหาข้อพิพาทในคดีนั้น ศาลปกครองกลาง พิจารณาแล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า กกต. ชุดเดิม กำหนดแบบประเมิน 2 ส่วน โดยส่วนที่ 1 ประเมินผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติงานของผู้ฟ้องตามที่ กกต.ผู้ถูกฟ้องที่  1 เห็นชอบแล้ว ค่าคะแนน 70 คะแนน , ส่วนที่ 2 ประเมินผลการดำเนินงาน ตามมติของผู้ถูกฟ้องที่ 1 หรือตามที่ผู้ว่าจ้างหรือผู้ถูกฟ้องที่ 1 มอบหมาย ค่าคะแนน 30 คะแนน รวมการประเมินทั้ง 2 ส่วน 100 คะแนน 

 

          ต่อมาในปีงบประมาณ พ.ศ.2558 กกต. ผู้ถูกฟ้องที่ 1 มีมติให้ นายภุชงค์ ผู้ฟ้องปฏิบัติงานเพิ่มเติมจำนวน 9 โครงการ/กิจกรรม และดำเนินการโครงการประชาสัมพันธ์เชิงรุก โดยกำหนดแบบประเมินเป็น 4 หัวข้อหลัก คือ 1. การดำเนินการตามแผนปฏิบัติงานของผู้ฟ้องตามที่ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ให้ความเห็นชอบแล้ว หรือตามข้อที่มีบันทึกแก้ไขเพิ่มเติมคะแนนร้อยละ 30 โดยพิจารณาตามโครงการ/กิจกรรม ตามแผนปฏิบัติงานปีงบประมาณ พ.ศ.2558 จำนวน  10  โครงการ/กิจกรรม

 

          2.การดำเนินงานตามมติของผู้ถูกฟ้องที่ 1 ตามที่กำหนดในบันทึกแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาซึ่งรวมโครงการประชาสัมพันธ์เชิงรุก ค่าคะแนนร้อยละ 30 , 3.การบริหารตามหลักธรรมาภิบาล โดยพิจารณาจากพฤติกรรมค่าคะแนนร้อยละ 20 , 4.งานท้าทาย เพื่อพัฒนาองค์กร ค่าคะแนนร้อยละ 20

 

          ศาลปกครองกลาง เห็นว่าแม้การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาจ้างซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง เป็นอำนาจของคู่สัญญาฝ่ายรัฐ แต่ข้อ 6.5 ของสัญญาจ้าง กำหนดให้การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญานี้จะทำได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจาก กกต. ก่อน และทำความตกลงร่วมกันเป็นหนังสือระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้าง แต่ นายภุชงค์ ผู้ฟ้องไม่เห็นด้วยกับร่างบันทึกแก้ไขสัญญาจ้าง และสงวนสิทธิไม่ยอมรับการประเมิน โดย กกต. ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 25/2558 เมื่อวันที่ 29 พ.ค.58 ว่าให้ถือปฏิบัติตามสัญญาเดิมโดยเคร่งครัด และให้ผู้ฟ้องรายงานผลการปฏิบัติงานปีงบประมาณ พ.ศ.2558 ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ในคราวเดียวกัน 

 

          จึงรับฟังได้ว่า ยังไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาจ้างตามที่กำหนดในข้อ 6.5 ของสัญญาจ้าง ดังนั้นการที่คณะอนุกรรมการเพื่อประเมินผลการปฏิบัติงาน ได้นำแบบประเมินผลการปฏิบัติงานที่มีการเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การประเมินขึ้นใหม่ในสาระสำคัญแตกต่างจากที่กำหนดไว้ในสัญญาเดิม และเป็นการเพิ่มเติมแบบการประเมินมาใช้ประเมินผลการปฏิบัติงานผู้ฟ้องปีงบประมาณ พ.ศ.2558 ซึ่งเริ่มตั้งแต่เดือน ต.ค.57 มาแล้ว 6 เดือน จึงเป็นการประเมินการปฏิบัติงานที่ไม่เป็นไปตามสัญญาจ้าง ข้อ 4.2


          โดยข้อเท็จจริง ยังรับฟังได้ต่อไปว่า คณะอนุกรรมการเพื่อประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ฟ้อง ในการประชุมครั้งที่ 21/2558 เมื่อวันที่ 26 พ.ย.58 เห็นว่าการดำเนินงานตามมติของ กกต. ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ตามสัญญาข้อ 4.2 ซึ่งมีสัดส่วนคะแนนตามแบบการประเมินผลร้อยละ 60 ในส่วนนี้ผู้ฟ้องผ่านการประเมิน แต่เกณฑ์การประเมินด้านการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลและงานท้าทายซึ่งเป็นเกณฑ์การประเมินที่ผู้ถูกฟ้องที่ 1 เพิ่มขึ้นมาใหม่และมีสัดส่วนคะแนนถึงร้อยละ 40 โดยในส่วนของงานท้าทายจำนวน 5 โครงการ ที่ผู้ถูกฟ้องที่ 1 มอบหมายให้ผู้ฟ้องปฏิบัติเพิ่มเติมเมื่อเดือน ก.พ.58 และมีคะแนนสัดส่วนร้อยละ 20 นั้น นายภุชงค์ผู้ฟ้องไม่ได้รับคะแนน จึงเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องมีคะแนนรวมของการประเมินไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติงานปีงบประมาณ พ.ศ.2558

 

          กรณีจึงรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า การที่คณะอนุกรรมการนำหลักเกณฑ์ที่ กกต. ผู้ถูกฟ้องที่ 1 เพิ่มขึ้นใหม่ โดยไม่ได้แก้ไขเพิ่มเติมสัญญาจ้างมาใช้ประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ฟ้องจึงไม่เป็นธรรมต่อผู้ฟ้องและไม่ชอบด้วยเงื่อนไขของสัญญาจ้าง ตามข้อ 4.2

 

          และการที่ กกต.ผู้ถูกฟ้องที่ 1 มีมติเลิกจ้าง นายภุชงค์ ผู้ฟ้อง โดยมีเหตุผลว่าผลการประเมินการปฏิบัติงานของผู้ฟ้องปีงบประมาณ พ.ศ.2558 ไม่ผ่านการประเมินตามความเห็นของคณะอนุกรรมการดังกล่าว และมีประกาศ กกต. เรื่องให้เลขาธิการ กกต.พ้นจากตำแหน่ง จึงเป็นการเลิกจ้างก่อนครบกำหนดสัญญาจ้างที่ไม่ชอบด้วยสัญญาจ้าง

 

          ศาล พิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีไม่จำต้องเพิกถอนประกาศ กกต. ดังกล่าว ตามคำขอของผู้ฟ้อง เนื่องจากมีผลเป็นเพียงการบอกเลิกจ้างเป็นหนังสือ แต่พิจารณาในส่วนของคำขอ นายภุชงค์ ผู้ฟ้อง ที่ให้ สำนักงาน กกต.ผู้ถูกฟ้องที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายเกี่ยวกับค่าจ้างและประโยชน์ตอบแทนอื่น รวมทั้งค่าเสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติยศ ซึ่ง ศาลเห็นว่า การใช้สิทธิเรียกร้องความเสียหายที่ผู้ฟ้องเคยได้รับเป็นเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่นตามสัญญาจ้างพิพาท ซึ่งคิดคำนวณจากระยะเวลาที่ถูกบอกเลิกจ้างก่อนครบกำหนดสัญญาจ้าง จำนวน 13 เดือนนั้นเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องความเสียหายต่อสิทธิที่ผู้ฟ้องเคยได้รับตามสัญญาจ้างและถือเป็นความเสียหายที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นจากการเลิกจ้าง

 

          จึงพิพากษาให้ สำนักงาน กกต.ผู้ถูกฟ้องที่ 2 ใช้เงินให้แก่ นายภุชงค์ ผู้ฟ้อง จำนวน 2,010,380 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้ดำเนินการภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก


          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคำพิพากษาวันนี้ยังคงเป็นเพียงคำพิพากษาของศาลปกครองกลางซึ่งเป็นศาลชั้นต้น โดยคู่ความยังสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดได้อีกภายใน 30 วัน ดังนั้นการชดใช้เงินค่าเสียหายที่เลิกจ้างก่อนครบกำหนด 13 เดือนกว่า 2 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยที่ศาลปกครองกลางกำหนดให้ต้องชำระภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันคดีนี้ถึงที่สุด จึงยังไม่มีผล โดยจะต้องรอดูว่า สำนักงาน กกต. ผู้ถูกฟ้องที่ 2 จะยื่นอุทธรณ์คดีต่อไปอีกหรือไม่

 

Shares :

ข่าวเกี่ยวข้อง
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ