12 มิ.ย. 2560 - นายไพบูลย์ นิติตะวัน  อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และผู้ที่ผลักดันกฎหมายจัดการทรัพย์สินวัด ให้สัมภาษณ์รายการกรองข่าวเช้านี้ทางสถานีวิทยุ 102  คลื่นคนทำงานถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับวัดในขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นการเรียกหัวคิวเงินสนับสนุนวัด หรือการฆาตกรรมสามเณรปลื้มที่เกี่ยวพันกับการจัดการทรัพย์สินของวัด ว่า  เรื่องการทุจริตเกิดกับการร่วมมือของวัด 12 วัด  นอกจากเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง เจ้าอาวาส บางวัดอาจจะอยู่ในสถานะผู้สมคบคิดทุจริตงบประมาณด้วยหรือไม่ อาจจะเป็นผู้ให้สินบนด้วย   ซึ่งน่าจะตรวจสอบประเด็นนี้  โดยจะติดตามจาก ป.ป.ท. ที่ดำเนินคดีนี้ด้วย

          นายไพบูลย์กล่าวว่า งบประมาณที่ส่งให้ทุกปี หากมัวแต่ไปไล่จับคงมีเงินที่รั่วไหลไปอีกมากมาย  ดังนั้นต้องมีกลไกป้องกันให้เกิดหน้อยลงหรือไม่เกิด ทั้งหมดก็เลี้ยวกลับมาที่บัญชีวัด เพราะทีผ่านมาวัดไม่มีการทำบัญชีอย่างเปิดเผยโปร่งใส  จึงทำให้เป็นโอกาสเป็นช่องทำให้เจ้าอาวาสหรือไวยาวัจกร ที่ไปเกี่ยวข้องหาประโยชน์ได้ เหมือนเป็นแหล่งเงินที่จะหาได้อย่างง่ายๆ  และตรวจสอบไม่ได้  จึงกลายไปแหล่งหาประโยชน์แหล่งเงินแหล่งทองไป 

 
          เมื่อถามว่าเรื่องนี้พระอาจจรู้ด้วยใช่หรือไม่ นายไพบูลย์กล่าวว่า ปกติการทำทุจริตต้องเกิดขึ้นทั้งสองฝ่ายทั้งฝ่ายเจ้าของงบประมาณ เป็นข้าราชการ ปกติจะทุจริตร่วมกับนักธุรกิจหรือนักการเมือง แต่คราวนี้ร่วมกันกับเจ้าอาวาสวัด

          เมื่อถามว่าที่ผ่านมาวัดต้องทำบัญชี หรือแจ้งหรือไม่ว่ารับเงินอุดหนุนแล้วนำไปทำอะไร  นายไพบูลย์กล่าวว่า ที่ผ่านมา ไม่ต้องทำบัญชีแค่เซ็นรับเงิ ให้สำนักพระพุทธศาสนาไปประกอบว่าจ่ายเงินไปแล้ว ส่วนจะเอาไปทำอะไรไม่มีกลไกในการตรวจสอบ   ตรงนี้เป็นช่องโหว่มโหฬารที่ไม่ปรากฏในหน่วยงานอื่น  ที่เอาเงินไปใช้ต้องมีกลไกมากมาย      ซึ่งเรื่องลักษณะนี้นิติบุคคลอื่นทำไม่ได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐหรือ รัฐสิสาหกิจ  หากเป็นการปฏิสังขรณ์หรือก่อสร้างต้องมีการเปิดประมูลอย่างถูกต้อง และต้องให้ สตง. เข้าตรวจด้วย แต่นี่ไม่มีระบบปลายทางเลย ให้ไปก็เหมือนให้เงินเจ้าอาวาสเป็นเงินส่วนตัวไป
 
          นายไพบูลย์กล่าวต่อว่า  เพื่อป้องกันเนื่องจากปัญหาที่เกิดเพราะไม่มีบัญชีรับจ่ายที่เป็นมาตรฐานตรวจสอบได้ที่มีผู้ตรวจสอบบัญชีรับรอง   อาจจะใช้หลักเกณฑ์นี้จะใช้กับวัดที่จะรับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ต้องมีการทำบัญชีที่ได้มาตรฐานถูกต้อง  ซึ่งขณะนี้ไม่มีกฎเกณฑ หากรอกฎหมายก็อาจจะช้า ดังนั้นอยากจะขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีออกเป็นระเบียบสำนักนากยกฯ หรือเป็นมติ ครม. ก็ได้ ว่ากรณีนิติบุคคลใด หรือหน่วยงานใดที่จะรับงบประมาณแผ่นดิน ต้องมีบัญชีที่ได้มาตรฐานและมีผู้ตรวจสอบบัญชีรับรองด้วย ถึงค่อยให้งบประมาณ ไม่เช่นนั้นให้ไปก็ไม่รู้จะไปใช่อย่างไร มันตรวจสอบไม่ด้

          เมื่อถามว่าจะไปยื่นหนังสือต่อนายกฯหรือไม่  นายไพบูลย์กล่าวว่า บอกผ่านสื่อไปแล้ว เดี๋ยวไปบอกว่าส่งหนังสือเดี๋ยวท่านรอ  บอกผ่านสื่อดีกว่า  และไม่ทราบส่งไปจะถึงหรือไม่ แต่บอกผ่านสื่อถึงแน่

          นายไพบูลย์กล่าวต่อว่า อยากฝากสองเรื่อง 1.เรื่องการออกระเบียบสำนักนายกฯหรือมติ ครม. เรื่องการจัดทบัญชีวัด 2.อยากตาม ร่างพ.รบ.ว่าด้วยการจัดการทรัพย์สินวัดที่ตนเคยเสนอ ในโอกาสนี้เพื่อให้เกิดคมโปร่งใส่ธรรมาภิบาล อย่างที่ท่านอยากให้เกิด ควรผลักดันกฎหมายนี้ให้สภานิติบัญญัติพิจจารณาออกกฎหมายได้แล้ว  ต้องเริ่มจากท่าน 

          เมื่อถามว่าที่ผ่านมาทำไมเรื่องชะงัก  นายไพบูลย์กล่าวว่า เท่าที่ทราบทางมหาเถรสมาคม เขาบอกว่ากฎหมายอะไรออกมาต้องให้เขาเห็นด้วย แต่เมื่อกระทบเขาเขาก็ไม่เอาหมด  เ ตอนที่นายกฯส่งเรื่องอยากให้ทำบัญชีวัดไป เขาบอกมีมติตอนปี 2558 ให้ทำบัญชี แต่เป็นบัญชีระดับประถม ตรวจไม่ได้  แต่ก็มีส่งบัญชีแล้วแปดหมื่นกว่าวัด แต่ประเด็นอยู่ที่ส่งไปแล้วไม่ให้เปิดเผย แล้วจะส่งทำไม    ทั้งอ้างว่าไม่มีกฎหมายให้เปิด ตนจะส่งเรื่องไปตามเพราะไม่มีกฎหมายห้ามเปิดเผยเหมือนกัน  ส่วนที่จะดำเนินการไม่ได้ แล้วร้องไปถึงศาลก็ต้องทำ อาจจะทำหนังสือถึงนายกฯอีกที 

          "เรื่องวัดท่านพูดอยู่แล้วในเดือนมิ.ย. 2558   ในการประชุมแม่น้ำห้าสายท่านก็พูดเรื่องบัญชีวัดเห็นว่าควรต้องดำเนนิการ ท่านเห้นด้วยมากที่สุดและคงสั่งการไปแล้ว แต่ท่าน รมต.สำนักนายกฯ ส่งเร่องให้มาหาเถรสมาคมก็กลายเป็นบัญชีระดับประถามก็ไม่ตรงอย่างที่นายกฯต้องการ" นายไพบูลย์กล่าว 

          "เพราะฉะะนั้นเรื่องที่ท่านพูดเมื่อปี 2558   เป็นเรื่องวัดว่าได้ผลแค่ไหนที่ทำให้เกิดธรรมาภิบาล  ควรเป็นตัวชี้วัดธรรมาภิบาลได้ จากนโยบายเรื่องการสร้างกลไกของการทำงานให้เป็นธรรมาภิบาล โดยเฉพาะเรื่องบัญชีวัด    เรื่องนี้ยังไม่ได้เลย ไม่ได้ผลอย่างที่ทั้งท่านทั้งผมตตั้งใจ  มันติดอยู่ที่ท่านต้องสั่งการอีกครั้ง ถ้าท่านเอาจริงมันเกิดแน่ แต่ถ้าท่านไม่ทำไม่มีใครกล้าทำหรอก สนช.ก็ไม่กล้าพูดสักเรื่อง มันอยู่ที่ท่านนายกฯ   ตอนนี้มีเหตุการณ์สำคัญที่โยงว่าต้องมี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธรรมกาย เรื่อง 12วัดที่คอร์รับชั่น หรือวัดวังตะวันตกที่เป็นแหล่งหากินของมิจฉาชีพ   แต่วัดนี้เจ้าอาวาสเป็นถึงเจ้าคณะจังหสัด และราชาคณะ เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องละเมิดพระธรรมวินัยจนมีปัญหาถูกข่มขู่  เมื่อถูกข่มขู่จึงกลายเป็นยแหล่งทำมาหากิน จึงกลายเป็นเรื่องอุ้มฆ่าสมาเณรที่รู้ความลับ   ผมศึกษาเรื่องนี้มามาก  เรื่องนี้สุดท้ายจุดเริ่มอยู่ที่การไม่ทำบัญชีวัดอย่างถูกต้องโปร่งใส"นายไพบูลย์กล่าว
 
          เมื่อถามว่าจะไปตอบสี่คำถามนายกหรือไม่  นายไพบูลย์ระบุว่า"ผมคงตอบผ่านสื่อไปแล้ว ตัวชี้วัดคือ ถ้ารัฐบาลนี้จัดทำบัญชีวัดที่เปิดเผยโปร่งใสตรวจสอบได้ ก็เป็นจุดเริ่มของธรรมาภิบาล ถ้ารัฐบาลนี้ไม่ทำแต่ รัฐบาลหน้าทำรัฐบาลหน้าก็จะมีธรรมาภิบาล"