
ใบสั่งซื้อ Purchase Order (PO) คืออะไร ? ต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง
ใบสั่งซื้อ (Purchase Order) คือ เอกสารที่ผู้ซื้อออกให้ผู้ขายเพื่อยืนยันคำสั่งซื้อ สรุปครบว่าต้องมีอะไรบ้าง ต่างจากใบขอซื้อ ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้อย่างไร
ใบสั่งซื้อ Purchase Order (PO) คืออะไร ? ต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง
สั่งของไปแล้วได้ไม่ตรงสเปก ผู้ขายบอกไม่เคยตกลงราคานี้ ฝ่ายบัญชีหาไม่เจอว่าซื้ออะไรจากใคร ปัญหาเหล่านี้มีจุดเริ่มต้นเดียวกันคือไม่มี ใบสั่งซื้อ (Purchase Order) เป็นลายลักษณ์อักษร ใบสั่งซื้อ คือ เอกสารที่ผู้ซื้อออกให้ผู้ขายเพื่อยืนยันว่าจะซื้ออะไร จำนวนเท่าไหร่ ราคาเท่าไหร่ และส่งเมื่อไหร่ ก่อนที่ของจะถูกส่งและเงินจะถูกจ่าย เป็นเอกสารตั้งต้นของวงจรการซื้อที่ทำให้ทุกฝ่ายอ้างอิงข้อตกลงเดียวกันได้
บทความนี้เราเลยขอมาสรุปทุกเรื่องเกี่ยวกับใบสั่งซื้อที่เจ้าของธุรกิจและฝ่ายจัดซื้อต้องรู้ ตั้งแต่ใบสั่งซื้อคืออะไร ต้องมีอะไรบ้าง ตัวอย่างพร้อมตัวเลขคำนวณ ขั้นตอนออกใบสั่งซื้อในวงจรจัดซื้อ ความต่างจากใบขอซื้อ ใบเสนอราคา และใบแจ้งหนี้ ไปจนถึงข้อผิดพลาดที่ทำให้ใบสั่งซื้อกลายเป็นปัญหาแทนที่จะเป็นหลักฐาน
ใบสั่งซื้อ หรือ ใบ PO (Purchase Order) คือ เอกสารที่ผู้ซื้อจัดทำและส่งให้ผู้ขาย เพื่อยืนยันความต้องการสั่งซื้อสินค้าหรือบริการอย่างเป็นทางการ โดยระบุรายการ จำนวน ราคาต่อหน่วย ยอดรวม เงื่อนไขการชำระเงิน และกำหนดส่งมอบไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อผู้ขายได้รับและตอบรับใบสั่งซื้อแล้ว เอกสารนี้จะกลายเป็นข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติตาม
จุดที่ต้องเข้าใจให้ชัดคือ ใบสั่งซื้อเป็นเอกสารฝั่งซื้อ ออกโดยผู้ซื้อ ต่างจากใบเสนอราคาที่ผู้ขายเป็นฝ่ายออก ในทางปฏิบัติ เมื่อผู้ซื้อเห็นด้วยกับใบเสนอราคาของผู้ขาย ก็จะออกใบสั่งซื้อตอบกลับไปเพื่อ "ล็อก" ราคาและเงื่อนไขนั้นไว้ ใบสั่งซื้อจึงเป็นจุดเริ่มต้นของวงจรการซื้อ และเป็นเอกสารอ้างอิงหลักที่ใช้ตรวจสอบในทุกขั้นถัดไป ทั้งตอนรับของและตอนจ่ายเงิน
ใบสั่งซื้อสำคัญอย่างไรต่อธุรกิจ ?
หลายธุรกิจมองว่าใบสั่งซื้อเป็นเพียงเอกสารเพิ่มงาน แต่ความจริงใบสั่งซื้อคือเครื่องมือควบคุมภายในที่ให้ประโยชน์ 5 ด้าน
-
ควบคุมงบประมาณก่อนจ่ายจริง — ทุกรายการต้องผ่านการอนุมัติก่อนออกใบสั่งซื้อ เจ้าของธุรกิจจึงเห็นค่าใช้จ่ายที่กำลังจะเกิดล่วงหน้า ไม่ใช่มารู้ตอนบิลมาถึง
-
เป็นหลักฐานเมื่อเกิดข้อพิพาท — ของไม่ตรงสเปก จำนวนไม่ครบ ราคาไม่ตรงที่คุย ดึงใบสั่งซื้อมาเทียบได้ทันที ไม่ต้องเถียงกันด้วยความจำ
-
ใช้ทำ 3-Way Matching ก่อนจ่ายเงิน — ฝ่ายบัญชีเทียบใบสั่งซื้อ (สั่งอะไร) กับใบรับสินค้า (ได้อะไร) และใบแจ้งหนี้ (เรียกเก็บเท่าไหร่) ให้ตรงกันทั้งสามทางก่อนอนุมัติจ่าย ซึ่งเป็นด่านป้องกันการจ่ายซ้ำ จ่ายเกิน และการทุจริตที่ได้ผลที่สุด
-
วางแผนจัดซื้อและสต็อกได้แม่นยำ — ย้อนดูประวัติการสั่งซื้อได้เป็นระบบ รู้ว่าซื้อจากใครบ่อย ราคาเปลี่ยนไปอย่างไร และสั่งล่วงหน้าได้ก่อนของหมด
-
สร้างความน่าเชื่อถือกับคู่ค้า — ซัพพลายเออร์มั่นใจว่ามีคำสั่งซื้อจริง จัดเตรียมสินค้าได้ทันที และธุรกิจที่มีระบบจัดซื้อชัดเจนมักได้เครดิตเทอมที่ดีกว่า
ใบสั่งซื้อต้องมีอะไรบ้าง ? รู้จักองค์ประกอบ 6 อย่างที่ต้องมีในใบสั่งซื้อ
ใบสั่งซื้อที่สมบูรณ์ต้องมีข้อมูลครบพอให้ผู้ขายอ่านจบแล้วเตรียมสินค้าได้ทันที และฝ่ายบัญชีนำไปจับคู่กับใบแจ้งหนี้ได้โดยไม่ต้องถามกลับ
-
ข้อมูลผู้ซื้อและผู้ขาย — ชื่อบริษัท ที่อยู่ ช่องทางติดต่อ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของทั้งสองฝ่าย
-
เลขที่ใบสั่งซื้อและวันที่ — เลขที่ที่ไม่ซ้ำกันและรันต่อเนื่อง วันที่ออกเอกสาร และเอกสารอ้างอิง เช่น เลขที่ใบเสนอราคาที่ตอบรับ
-
รายการสินค้าหรือบริการ — แยกทีละรายการ ระบุรหัสหรือชื่อสินค้า จำนวน หน่วยนับ ราคาต่อหน่วย และส่วนลด (ถ้ามี) ไม่ควรรวมทุกอย่างเป็นยอดเดียว
-
ยอดรวมและเงื่อนไขทางการเงิน — มูลค่าก่อนภาษี ภาษีมูลค่าเพิ่ม ยอดรวมสุทธิ วิธีชำระเงิน เครดิตเทอม และผู้รับผิดชอบค่าขนส่ง
-
ข้อมูลการจัดส่ง — วันที่ต้องการรับสินค้า สถานที่จัดส่ง และเงื่อนไขการส่งมอบ
-
การอนุมัติ — ชื่อและลายเซ็นผู้จัดทำและผู้อนุมัติฝั่งผู้ซื้อ พร้อมช่องให้ผู้ขายลงนามตอบรับ กฎหมายไม่ได้บังคับให้มีลายเซ็น แต่การลงนามทำให้เอกสารมีน้ำหนักมากขึ้นเมื่อเกิดข้อพิพาท
แจกตัวอย่างใบสั่งซื้อ พร้อมวิธีคำนวณยอด
เพื่อให้เห็นภาพ สมมติ บริษัท ตัวอย่างดี จำกัด สั่งซื้อกระดาษ A4 จากซัพพลายเออร์ประจำ รายการในใบสั่งซื้อจะเป็นดังนี้
|
รายการ |
จำนวน |
หน่วย |
ราคาต่อหน่วย |
ส่วนลด |
มูลค่าก่อนภาษี |
|
กระดาษ A4 80 แกรม (P-0001) |
50 |
กล่อง |
850 บาท |
0 |
42,500 บาท |
-
มูลค่าก่อนภาษี: 42,500 บาท
-
ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%: 2,975 บาท
-
ยอดรวมทั้งสิ้น: 45,475 บาท
-
เงื่อนไข: ชำระภายใน 30 วันหลังรับสินค้า จัดส่งที่คลังสินค้าสาขาหลัก ภายใน 7 วันนับจากวันที่ตอบรับ
ยอด 45,475 บาทนี้คือตัวเลขที่ฝ่ายบัญชีจะใช้เทียบกับใบแจ้งหนี้ที่ผู้ขายส่งมาภายหลัง หากใบแจ้งหนี้มาเป็น 46,000 บาท แปลว่ามีบางอย่างไม่ตรง อาจเป็นค่าขนส่งที่ไม่ได้ตกลงไว้ หรือผู้ขายปรับราคา ซึ่งต้องเคลียร์ก่อนจ่าย
ใบสั่งซื้อในตัวอย่างนี้สร้างจากโปรแกรมบัญชีออนไลน์ FlowAccount ซึ่งมีแบบฟอร์มใบสั่งซื้อมาตรฐานให้พร้อมใช้ โดยระบบจะดึงข้อมูลผู้ขายและสินค้าที่บันทึกไว้มาใส่ให้ คำนวณส่วนลด ภาษีมูลค่าเพิ่ม และยอดรวมอัตโนมัติ พร้อมออกเลขที่เอกสารรันต่อเนื่อง ธุรกิจที่ออกใบสั่งซื้อบ่อยจึงไม่ต้องสร้างแบบฟอร์มเองหรือคำนวณยอดใหม่ทุกครั้ง
ขั้นตอนออกใบสั่งซื้อ ในวงจรจัดซื้อมีขั้นตอนอย่างไร ?
ใบสั่งซื้อเป็นขั้นตอนหนึ่งในวงจรจัดซื้อตั้งแต่ "รู้ว่าต้องการ" จนถึง "จ่ายเงิน" ซึ่งมี 6 ขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเล็กหรือใหญ่ก็ใช้หลักเดียวกัน เพียงแต่ธุรกิจเล็กอาจรวบบางขั้นไว้ที่คนเดียว
-
ระบุความต้องการ (PR) — แผนกที่ต้องการสินค้าแจ้งรายการ จำนวน และกำหนดใช้ ผ่านใบขอซื้อ (Purchase Requisition) ซึ่งเป็นเอกสารภายในองค์กร
-
ขอใบเสนอราคาและเปรียบเทียบ — ฝ่ายจัดซื้อขอใบเสนอราคาจากผู้ขาย (นิยมขอ 3 รายขึ้นไปสำหรับยอดสูง) เพื่อเทียบราคาและเงื่อนไข
-
ขออนุมัติและออกใบสั่งซื้อ (PO) — เมื่อเลือกผู้ขายได้ ผู้มีอำนาจอนุมัติ แล้วฝ่ายจัดซื้อออกใบสั่งซื้อส่งให้ผู้ขาย
-
ผู้ขายตอบรับ — ผู้ขายตรวจสอบรายละเอียดและยืนยันว่ารับออเดอร์ได้ ตั้งแต่จุดนี้ใบสั่งซื้อมีผลผูกพันทั้งสองฝ่าย
-
ตรวจรับสินค้า (RI) — เมื่อของมาถึง เทียบกับใบสั่งซื้อว่ารายการ จำนวน และสภาพตรงกัน แล้วบันทึกรับสินค้าเข้าคลัง หากไม่ตรงสามารถปฏิเสธรับและส่งคืนได้
-
จับคู่เอกสารและจ่ายเงิน — เมื่อได้รับใบแจ้งหนี้หรือใบกำกับภาษี ฝ่ายบัญชีทำ 3-Way Matching ระหว่างใบสั่งซื้อ ใบรับสินค้า และใบแจ้งหนี้ เมื่อตรงกันจึงอนุมัติจ่ายและบันทึกบัญชี
เคล็ดลับ: หากจ่ายด้วยเช็คหรือโอนเป็นงวด ควรบันทึกสถานะ "จ่ายแล้ว" บนเอกสารหรือในระบบทันที เพื่อป้องกันการจ่ายซ้ำซ้อน
ใบสั่งซื้อ ต่างจากใบขอซื้อ ใบเสนอราคา และใบแจ้งหนี้อย่างไร ?
เอกสาร 4 ประเภทนี้อยู่ในวงจรเดียวกันแต่คนละจังหวะและคนละผู้ออก ซึ่งเป็นจุดที่ผู้ประกอบการมือใหม่สับสนมากที่สุด
|
|
ใบขอซื้อ (PR) |
ใบเสนอราคา (Quotation) |
ใบสั่งซื้อ (PO) |
ใบแจ้งหนี้ (Invoice) |
|
ใครออก |
พนักงาน/แผนกภายใน |
ผู้ขาย |
ผู้ซื้อ |
ผู้ขาย |
|
ส่งให้ใคร |
ฝ่ายจัดซื้อ (ภายในองค์กร) |
ผู้ซื้อ |
ผู้ขาย |
ผู้ซื้อ |
|
ออกเมื่อ |
เริ่มมีความต้องการ |
ผู้ซื้อขอราคา |
ตกลงซื้อแล้ว ก่อนรับของ |
ส่งมอบของแล้ว |
|
หน้าที่ |
ขออนุมัติภายใน |
เสนอราคาและเงื่อนไข |
ยืนยันคำสั่งซื้อ |
เรียกเก็บเงิน |
|
ผลผูกพัน |
ไม่มี |
ยังไม่ผูกพัน |
ผูกพันเมื่อผู้ขายตอบรับ |
ผูกพันให้ชำระ |
|
ผลทางบัญชี |
ไม่บันทึก |
ไม่บันทึก |
ยังไม่บันทึกค่าใช้จ่าย |
บันทึกเจ้าหนี้การค้า |
จำง่าย ๆ ว่า ใบขอซื้อคือ "ขอ" ใบเสนอราคาคือ "เสนอ" ใบสั่งซื้อคือ "สั่ง" และใบแจ้งหนี้คือ "เก็บเงิน" อ่านเพิ่มเติมเรื่องความต่างระหว่างใบแจ้งหนี้กับใบวางบิลได้ในบทความที่เราสรุปไว้
ใบสั่งซื้อมีผลทางกฎหมายไหม ยกเลิกได้หรือไม่ ?
ใบสั่งซื้อที่ผู้ขายตอบรับแล้ว ไม่ว่าจะด้วยการลงนามยืนยัน ตอบกลับทางอีเมล หรือเริ่มจัดส่งสินค้าตามรายการ ถือว่าเกิดข้อตกลงซื้อขายที่มีผลผูกพันทั้งสองฝ่าย หากฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตาม อีกฝ่ายใช้ใบสั่งซื้อเป็นหลักฐานเรียกร้องได้ อย่างไรก็ตาม ใบสั่งซื้อครอบคลุมเงื่อนไขน้อยกว่าสัญญาซื้อขายเต็มรูปแบบ การซื้อขายมูลค่าสูงหรือมีเงื่อนไขซับซ้อนจึงควรทำสัญญาควบคู่กัน
การยกเลิกใบสั่งซื้อ ทำได้หากผู้ขายยังไม่ตอบรับ หรือทั้งสองฝ่ายตกลงยกเลิกร่วมกัน สิ่งที่ควรทำคือตรวจสอบเงื่อนไขการยกเลิกในใบสั่งซื้อ (ค่าปรับ ระยะเวลาแจ้งล่วงหน้า) แจ้งผู้ขายเป็นลายลักษณ์อักษร และอัปเดตสถานะเอกสารในระบบทันที เพื่อไม่ให้ใบสั่งซื้อที่ยกเลิกแล้วถูกนำไปจับคู่จ่ายเงินโดยผิดพลาด
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการออกใบสั่งซื้อ มีอะไรบ้าง ?
ใบสั่งซื้อที่ออกไม่ดีสร้างปัญหาได้มากกว่าไม่ออกเลย ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยในธุรกิจ SME ได้แก่
-
ราคาไม่ตรงกับใบเสนอราคา — คีย์ผิดจาก 850 เป็น 805 บาท ผู้ขายตอบรับไปแล้วกลายเป็นข้อพิพาทว่าใครต้องรับผิดชอบส่วนต่าง
-
ไม่ระบุวันและสถานที่ส่งมอบ — ใส่แค่ชื่อสินค้ากับราคา ของมาช้าหรือส่งผิดสาขาแล้วเถียงกันไม่จบ
-
ไม่มีเลขที่หรือเลขซ้ำ — จับคู่กับใบแจ้งหนี้ไม่ได้ ค้นย้อนหลังไม่เจอ และเสี่ยงจ่ายซ้ำ
-
ออกโดยไม่ผ่านการอนุมัติ — พนักงานออกเองแล้วค่อยแจ้ง งบประมาณบานปลายโดยเจ้าของไม่รู้ตัว
-
สั่งซ้ำโดยไม่เช็กใบสั่งซื้อที่ค้างอยู่ — สินค้าเข้ามาเกินความต้องการ สต็อกบวม เงินจม
-
ไม่อัปเดตสถานะหลังยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลง — ใบสั่งซื้อที่ยกเลิกไปแล้วยังค้างในระบบ ฝ่ายบัญชีนำไปจับคู่จ่ายเงินผิดใบ
-
วิธีป้องกันที่ได้ผลที่สุดคือให้ระบบออกเลขที่อัตโนมัติ บังคับขั้นตอนอนุมัติ และเชื่อมใบสั่งซื้อกับการรับสินค้าและใบแจ้งหนี้ไว้ในที่เดียว
คำถามที่พบบ่อย (FAQs) เกี่ยวกับใบสั่งซื้อ
Q : ใบสั่งซื้อ ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ?
A : Purchase Order ย่อว่า PO คำที่เกี่ยวข้องที่พบบ่อย ได้แก่ PO Number (เลขที่ใบสั่งซื้อ) Delivery Date (วันส่งมอบ) Payment Terms (เงื่อนไขการชำระเงิน) และ Purchase Requisition หรือ PR (ใบขอซื้อ)
Q : ใบสั่งซื้อกับใบขอซื้อ ต่างกันอย่างไร ?
A : ใบขอซื้อ (PR) เป็นเอกสารภายในที่พนักงานหรือแผนกใช้ขออนุมัติซื้อจากฝ่ายจัดซื้อ ส่วนใบสั่งซื้อ (PO) เป็นเอกสารที่ฝ่ายจัดซื้อออกให้ผู้ขายภายนอกหลังได้รับอนุมัติแล้ว
Q : ใบสั่งซื้อต้องมีลายเซ็นไหม ?
A : กฎหมายไม่ได้บังคับ แต่ควรมีลายเซ็นผู้อนุมัติฝั่งผู้ซื้อและช่องให้ผู้ขายลงนามตอบรับ เพราะช่วยยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายรับทราบเงื่อนไขเดียวกัน และเป็นหลักฐานที่มีน้ำหนักเมื่อเกิดข้อพิพาท
Q : ใบสั่งซื้อต้องเก็บไว้กี่ปี ?
A : ไม่น้อยกว่า 5 ปีนับจากวันปิดบัญชี ตามกฎหมายการบัญชีและข้อกำหนดของกรมสรรพากร เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการบันทึกบัญชีและรองรับการตรวจสอบย้อนหลัง
Q : ใบสั่งซื้อใช้แทนใบกำกับภาษีได้ไหม ?
A : ไม่ได้ ใบสั่งซื้อเป็นเพียงเอกสารยืนยันคำสั่งซื้อ ไม่ใช่เอกสารทางภาษี การบันทึกค่าใช้จ่ายและใช้สิทธิภาษีซื้อต้องใช้ใบกำกับภาษีที่ผู้ขายออกให้หลังส่งมอบสินค้าเท่านั้น



