
แนวทางหากจะฟ้อง กกต. ต้องยื่นศาลฎีกาฯเท่านั้น หลังสว.สำรองฟ้องศาลนน
อดีตผู้สมัคร สว. ฟ้อง กกต. ปล่อยฮั้วเลือกตั้ง โยนประธานศาลอุทธรณ์ชี้ขาดเขตอำนาจศาล จับตาฟ้อง กกต. ผิดตัว 2 ราย ทั้งที่ยังไม่ได้รับตำแหน่งในวันเลือกตั้งระดับประเทศ
กรณีเมื่อวาน (5ต.ค. 2569) ศาลจังหวัดนนทบุรี นัดไต่สวนมูลฟ้อง กรณีนายพงศกรณ์ ตั้งกิตติ์ตระกูล อดีตผู้สมัคร สว.และสว.สำรอง กลุ่ม 2 ลำดับที่ 4 (กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม) โจทก์ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นจำเลยที่ 1 ประธาน กกต.จำเลยที่ 2 และ กกต.จำเลยที่ 3-8 เป็นจำเลย โดยกรณีกล่าวหาว่า หลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติหน้าที่ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำการอื่นใดอันเป็นการขัดขวางมิให้การเป็นไปตามกฎหมาย และห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย กระทำการใด ๆ เพื่อเป็นคุณหรือโทษแก่ผู้สมัคร กรณีโจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านการเลือก สว. ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม เพราะมีผู้สมัครฮั้ว หรือโกง สว. ขอให้ลงโทษจำเลยทั้ง 8 ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 32 มาตรา 58 มาตรา 69 และมาตรา 88 และให้จำเลยทั้ง 8 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ อัตราวันละ 5,000 บาท/คน จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาอันถึงที่สุด
โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4-5 (นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ และนายชาย นครชัย 2 กกต.เสียงข้างน้อย) โดยศาลอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 4-5 และจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ แต่จำเลยที่ 1, 6 และ 8 ยื่นคำร้องลงวันที่ 2 ต.ค. 2569 ขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล และจำเลยที่ 7 ยื่นคำร้องลงวันที่ 23 กันยายน และ 2 ตุลาคม 2569 ขอให้ศาลไม่รับฟ้อง และจำหน่ายคดี
สำหรับคดีนี้ จำเลยมีข้อโต้แย้งว่า คดีอยู่ในอาจพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 10 (1) (3) หรืออยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง โดยศาลคดีอาญาทุจริตฯ ได้ส่งสำนวนคดีเพื่อให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลคดีอาญาทุจริตฯ มาตรา 11 โดยมีกำหนดนัดฟังคำวินิจฉัย ในวันที่ 4 พ.ย. 2569 เวลา 09.30 น.
โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านจำเลยที่ 7 โดยเห็นว่า มูลคดีเกิดในเขตอำนาจของศาลนี้ (ศาลจังหวัดนนทบุรี) ศาลจึงมีอำนาจพิจารณา สอบโจทก์แล้ว แถลงว่า นอกจาก คดีนี้ที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้ง 8 กับบุคคลอื่นอีก 4 คน รวม 12 คน เป็นคดีต่อศาลคดีอาญาทุจริตฯ โดยมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยคดีดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 32, 58 ,69 และ 88 จริง กรณีจึงมีปัญหาว่า คดีของโจทก์อยู่ในอำนาจของศาลคดีอาญาทุจริตฯ หรือไม่ ให้รอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราว และให้ส่งสำนวนคดีนี้ ไปยังศาลอุทธรณ์ เพื่อให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลคดีอาญาทุจริตฯ มาตรา 11 เมื่อกรณีต้องรอฟังคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์เสียก่อน ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาพอควร เห็นควรให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความเป็นการชั่วคราว และให้นัดฟังคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2570 เวลา 09.00 น.
อนึ่งเนื่องจากคดีนี้เป็นคดีที่ต้องรายงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 และประธานศาลฎีกา จึงให้รายงานคดีอธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 และประธานศาลฎีกาทราบ
ทั้งนี้ มีรายงานว่า ตามหลักกฎหมายนั้น โจทก์ต้องยื่นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 10 (1) (3) หรืออยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง การที่โจทก์ ฟ้องที่ศาลจังหวัดนนทบุรี และะอ้างว่า เหตุเกิดที่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี (อิมเเพค เมืองทองธานี) สถานที่เลือกสว.ระดับประเทศจึงกระทำได้นั้น โดยกรณี นี้อาจขัดคำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ที่ วท 12/2569 ที่ระบุว่า คดีที่ผู้เสียหายฟ้องประธาน และ กรรมการ กกต. รวมถึงเลขาธิการ กกต. (กรณีการพิมพ์ QR Code และ Barcode บนบัตรเลือกตั้ง) ไม่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยคดีลักษณะนี้ ให้เป็นอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
โดยหลักกฎหมายนั้นจะยึดหลัก คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับใหม่ จะล้างคำพิพากษาฉบับเดิม และให้ยึดคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับใหม่เป็นหลัก (แนวฎีกา) รวมทั้งแนวคำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุธรณฺ์ด้วยคือยึดแนวคำวินิจฉัยใหม่เป็นหลักในกระบวนพิจารณาคดีจนกว่าจะมีคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับใหม่/แนวคำวินิจฉัยใหม่ประกาศใช้
การที่นายพงศกรณ์ ฟ้องเลขาธิการ กกต. และคณะกรรมการ กกต.รวม 8 ราย ต่อมาถอนฟ้องนายสิทธิโชติ และนายชายนั้น ทราบว่า การฟ้องจำเลยที่ 7 คือ นายณรงค์ รักร้อย จำเลยที่ 8 คือ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ในคดีนี้นั้น นายพงศกรณ์อาจเข้าข่าย “ฟ้องเท็จ” เพราะข้อเท็จจริงคือ การเลือก สว.ระดับประเทศ เกิดขึ้นวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ซึ่งหากไล่เรียงห้วงเวลาแล้วพบว่า ช่วงเกิดเหตุที่เมืองทองธานี (เลือก สว.ระดับประเทศ) จำเลยที่ 7 และ 8 ยังไม่ดำรงตำแหน่งกรรมการกกต.



