
"ปิยบุตร" ฉะพรรคส้มทำการเมือง หรือทำคอนเทนต์เอาใจแฟนคลับ?
"ปิยบุตร" เจาะลึกวิกฤตพรรคส้ม ยุค “บันเทิงธิปไตย” ฉากหน้านักสู้เชิงโครงสร้าง แต่เบื้องหลังเป็นแค่โรงละครตบตา สส. หิวแสงเน้นสร้างคอนเทนต์ดราม่ารายวัน ไร้ผลงานเนื้อหาสาระ ทิ้งอุดมการณ์
ปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก Piyabutr Saengkanokkul - ปิยบุตร แสงกนกกุล ระบุว่า
คำว่า “บันเทิงธิปไตย” ผมประดิษฐ์ขึ้นโดยมาจากคำในภาษาอังกฤษที่ว่า “Entertainocracy” ซึ่งเป็นการเล่นคำผสมคำระหว่าง “Entertain” ที่แปลว่า “บันเทิง” ผสมกับ -cracy ที่มีรากศัพท์จากภาษากรีกว่า “Kratos” ที่แปลว่า “อำนาจ” เพื่อนำมาใช้อธิบายถึงลักษณะของการเมืองในยุคปัจจุบันที่ต้องผสมผสานความบันเทิงเข้ามา และกลายสภาพไปเป็นความบันเทิงรูปแบบหนึ่ง นักการเมือง พรรคการเมือง และประเด็นปัญหาทางการเมือง ถูกทำให้เป็นเรื่องบันเทิงมากขึ้น เพื่อสร้างกระแสความสนใจของผู้คน แรกเริ่มเดิมที การเมืองอาจยอมรับความบันเทิงให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ “เครื่องมือ” เพื่อประโยชน์ในการสื่อสารทางการเมือง ทำให้ผู้คนสนใจการเมืองหรือติดตามนักการเมืองมากขึ้น แต่เมื่อใช้ไปใช้มา ใช้มาใช้ไป “ความบันเทิง” ก็ยึดครอง “การเมือง” เข้าไปหมด
ในยุคปัจจุบันที่สื่อสมัยใหม่ สื่อสังคม และเทคโนโลยี กำลังแพร่หลาย
ในยุคปัจจุบันที่ทุนนิยมครอบงำถึงขีดสุด
ในยุคปัจจุบันที่เสรีนิยมใหม่/นีโอลิเบอรัล เบ่งบานไปทั่วทุกวงการ ทุกสิ่งอย่างถูกทำให้เป็นสินค้า
การเมืองก็เช่นกัน เมื่อการเมืองเป็นสินค้า อยากให้คนซื้อสินค้า ก็ต้องมีจุดขาย ต้องสนองตอบความต้องการของผู้บริโภค หรือไม่ก็สร้างความต้องการของผู้บริโภคแบบเทียมขึ้นมา
ในอดีต เราอาจมองว่าการเมืองเป็นเรื่องยากซับซ้อน ไกลตัว แก่งแย่งแข่งขันกันเรื่องอำนาจ ประชาชนมีส่วนร่วมน้อย ผู้ที่สนใจก็มีแต่คนในแวดวงการเมือง
เมื่อเข้าสู่ยุค “Post-politics” หรือ “หลังการเมือง” ที่อุดมการณ์แบบเสรีนิยม/ทุนนิยม ชนะอุดมการณ์แบบสังคมนิยม โดยเด็ดขาด ก็ยิ่งทำให้การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนน้อยลงไป การถกเถียง รณรงค์ ต่อสู้ในประเด็นต่างๆลดน้อยถอยลงไปตามลำดับ เพราะ ทุกสิ่งอย่างต้องเดินตามระเบียบโลกแบบทุนนิยม-เสรีนิยมที่กำหนดไว้หมดแล้ว คนจำนวนมากก็หันหลังให้การเมือง ไม่ได้สนใจการเมือง
จนกระทั่งเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ผู้คนก็หันกลับมาให้ความสำคัญทางการเมืองอีกครั้ง ต่อสู้ ประท้วง คัดค้าน เรียกร้อง รวมตัว รณรงค์ในประเด็นต่างๆ กลายเป็นยุคที่ต่อต้านการเมืองในระบบที่เป็นอยู่
ด้วยความหวังว่าจะเปลี่ยนแปลงให้เกิดการเมืองแบบใหม่ให้ได้ แต่แล้ว ก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ จนเข้าสู่ยุคที่ Anton Jager ปรัชญาเมธีชาวเบลเยียมให้ชื่อว่า “Hyperpolitics” หรือ “การเมืองล้นเกิน” คือ เป็นยุคที่อะไรๆก็เป็นเรื่องการเมืองไปเสียหมด คนเกิดจิตสำนึกทางการเมืองสูง ออกมาแสดงออก เรียกร้อง ต่อสู้กันจำนวนมากทั้งในแง่ปริมาณคนและประเด็น ซึ่งสภาพการณ์เช่นนี้ ทำให้เกิดความหวังว่าเราน่าจะเปลี่ยนแปลงได้ ผลักดันอะไรบางอย่างได้ แต่สุดท้าย กลับไม่สามารถเปลี่ยนแปลงใดๆได้ ไม่ส่งผลลัพธ์ทางการเมืองแต่อย่างใด
ณ วันนี้ เรากำลังอยู่ในยุคนี้ ยุคสมัยที่ “การเมืองล้นเกิน” แต่กลับเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้
เมื่อผู้คนสนใจการเมืองมาก การสื่อสารทางการเมืองจึงเป็นเรื่องสำคัญ เครื่องมือการสื่อสารในยุคนี้เอื้ออำนวยต่อการเผยแพร่ประเด็นต่างๆ ง่าย เร็ว ทั่วถึง และประหยัด แต่แล้ว เมื่อใช้ไปใช้มา ใช้มาใช้ไป กลับกลายเป็นว่าเครื่องมือการสื่อสารสมัยใหม่นี่แหละ กลับกลายเป็นตัวกำหนด “สินค้า” กำหนดทิศทางการเมืองทั้งหมด
มาลองพิจารณาสถานการณ์ของการเมืองไทยกัน
ความสนใจการเมืองเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงการเลือกตั้ง 2562 มาจากปัจจัยจาก 3 ประการ
ประการแรก คนจำนวนมากเบื่อรัฐบาลประยุทธ์ ต้องการให้การเมืองไทยกลับเข้าสู่สภาวะปกติ หลังจากอยู่กับระบอบรัฐประหารมานาน
ประการที่สอง ประชาชนคนไทยไม่ได้ใช้สิทธิเลือกตั้งมานาน เมื่อได้กลับมาเลือกตั้งครั้งแรกในรอบหลายปี และเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญ 2560 คนจึงสนใจการเมืองมากขึ้น
ประการที่สาม การเกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่ ที่มีความใหม่ในเวลานั้น ได้รับการสนับสนุนจากเยาวรุ่นจำนวนมากที่ยังไม่เคยใช้สิทธิเลือกตั้งมาก่อน พรรคใช้การสื่อสารแบบสมัยใหม่ผ่านสื่อออนไลน์ โซเชียล มีเดีย เป็นหลัก ซึ่งกระจายข้อมูลข่าวสารได้กว้าง เร็ว ต้นทุนต่ำ และสอดคล้องกับวิถีการบริโภคสื่อของคนรุ่นใหม่ๆ
ในการเลือกตั้ง 2562 สื่อมวลชนไทยแต่ละสำนักจัดรายการดีเบตและรายการวิเคราะห์การเมืองกันจำนวนมาก มีกันทุกช่อง ทุกค่าย ทุกวัน ในแต่ละวัน มีหลายช่วง หลายชั่วโมง นักการเมืองดาวเด่นของแต่ละพรรคต้อง “เดินสาย” ออกรายการดีเบต
ภายหลังการเลือกตั้ง 2562 สื่อมวลชนก็ยังเทน้ำหนักให้กับเรื่องการเมืองอย่างเข้มข้นต่อไป ว่าองค์ประกอบของรัฐบาลจะเป็นแบบใด แผนการสืบทอดอำนาจของประยุทธ์จะสำเร็จหรือไม่ รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำจะไปรอดหรือไม่ พรรคฝ่ายค้านจะล้มรัฐบาลได้หรือไม่ พรรคอนาคตใหม่จะถูกดูด ส.ส.ไปเติมเสียงให้รัฐบาลกี่คน ด้วยความเป็น “หน้าใหม่” จะทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรได้รอดหรือไม่ ฯลฯ มีผู้ติดตามการประชุมสภาผู้แทนราษฎรจำนวนมาก วันใดที่มีการประชุมสภา ก็จะมีแฮชแท็กประชุมสภา วันใดมีเหตุการณ์สำคัญในทางการเมือง ก็จะเกิดแฮชแท็กรณรงค์กันจำนวนมาก
สื่อมวลชนไทยหลายสำนัก จัดช่วงเวลาไพรม์ไทม์ให้กับรายการการเมือง บางค่าย ถึงขนาด มีรายการการเมืองทุกวัน ทำให้เกิด “นักวิเคราะห์การเมือง” จำนวนมาก
เมื่อการเมืองกลายเป็น “สินค้า” ก็ต้องทำให้ผู้บริโภคถูกใจอยากเลือกซื้อสินค้านั้น ผู้บริโภคนิยมเรื่อง “ดราม่า” เรื่องโต้เถียงกันไปมา อยากเห็นแนว “ปากแจ๋ว-ปากจัด” โต้กันออกอากาศ สื่อมวลชนก็ต้องนำเสนอรายการทางการเมืองหรือข่าวสารทางการเมืองที่มีความบันเทิงผสมเข้าไปด้วย
ในส่วนของนักการเมืองนั้น เมื่อตลาดและผู้บริโภคต้องการความบันเทิง ความเร็ว และกระแสความสนใจในประเด็นต่างๆเปลี่ยนไปรายวัน หรือบางครั้งอาจเป็นรายชั่วโมง พวกเขาก็จำต้องปรับตัวให้เข้ากับตลาด นักการเมืองเริ่มเข้าใจว่า หากต้องการโดดเด่น ผู้คนให้ความสนใจ (ทั้งสนใจแบบรักและสนใจแบบชัง ต่างก็เป็นประโยชน์ทั้งนั้น) สื่อมวลชนเฝ้าติดตาม ก็จำเป็นต้องเติม “ความบันเทิง” เข้ามาให้มากขึ้น นอกจากความเป็นนักการเมืองแล้ว ต้องเป็น “นักแสดง” เป็น “ดารา” ให้มากขึ้น สามารถให้ความบันเทิงแก่ผู้คนได้ ถ้าไม่ได้เป็นโดยจริตหรือสัญชาตญาณ ก็ต้องไปฝึกฝนให้เป็น
แต่ละคนต้องคิดว่า พูดด้วยสำเนียงสำนวนแบบไหน คนถึงจะสนใจ ต้องคัดเลือกถ้อยคำประโยคต่างๆ คาดเดาใจสื่อมวลชนและผู้บริโภคว่าพูดหรือเขียนด้วยประโยคแบบไหน ด้วยคำใด แล้วจะ “ปัง” ถูกนำไปพาดหัว และปั่นกระแสไวรัลไปทั่ว การโพสแสดงความเห็นในโลกออนไลน์จะ “ปัง” ได้ จะเป็นไวรัลให้คนพูดกันทั่วได้ ก็ต้องเฟ้นหาถ้อยคำแรงๆ ด่ากันให้ถึงอกถึงใจผู้ชมทางบ้าน ทำให้การเมืองเหมือนละครหลังข่าว
เมื่ออยู่ในสภา ในทำเนียบ ในกระทรวง ก็ต้องขบคิดว่า ต้องแต่งตัวแบบไหน ถือกระเป๋าแบบไหน นาฬิกาแบบใด พวกเขาต้องสังเกตและประเมินได้ว่า กล้องและตากล้องที่อยู่เต็มสภานั้น จะจับภาพหรือซูมกล้องมาที่เราเมื่อไร และเราจะแสดงอวัจนภาษาออกไปอย่างไร เราจะลุกยืนอย่างไร นั่งด้วยกริยาท่าทางแบบใด นั่งอยู่ตำแหน่งไหน จะทำหน้าอย่างไร จะชักสีหน้าอย่างไร จะเดินด้วยท่าทางแบบไหน จะเดินไปคุยกับนักการเมืองคนไหน จะไปคุยกับนักการเมืองจากพรรคอื่นหรือไม่ ทั้งหมดนี้ต้องเข้าสู่สมองเพื่อคิดคำนวณออกมาให้ได้ว่า แบบไหนถึงจะปัง แบบไหนที่จะกลายเป็นภาพข่าว กลายเป็นมีม
ในระยะหลัง เริ่มมีการถ่ายทอดสดการประชุมคณะกรรมาธิการในสภา ด้วยเจตนารมณ์ต้องการให้โปร่งใส ประชาชนได้มีส่วนร่วม แต่พอเสริมเติม “ความบันเทิง” เข้าไปมากเข้า การประชุมคณะกรรมาธิการ ก็กลายสภาพเป็น “เรียลลิตี้ โชว์” ที่ประธาน หรือ กมธ. ต้องแสดงออกเพื่อให้ผู้ชมทางบ้านถูกอกถูกใจ นานวันเข้า จากสาระสำคัญอยู่ที่ผลลัพธ์ที่ได้จากการประชุมหรือผลสำเร็จของงาน ก็กลายเป็นว่า ความสำคัญไปอยู่ที่การไล่บี้เจ้าหน้าที่หรือข้าราชการที่มาชี้แจงได้อย่างสะใจผู้ชมทางบ้าน หรือการโต้เถียงเอาชนะกันในที่ประชุมแทน
เช่นเดียวกัน เมื่อประชาชนอยากเห็นนักการเมืองแบบเข้าถึงง่ายๆ มีสถานะหรือใช้ชีวิตใกล้เคียงกับตนเอง นักการเมืองก็ต้องทำตัวสบายๆเหมือนคนทั่วไป ต้องร้องเพลง ต้องเต้น ต้องเป็นทั้ง “อินฟลู” “ยูทู้บเบอร์” “ติ๊กตอกเกอร์”
Cynthia Fleury ปรัชญาเมธีชาวฝรั่งเศส หยิบยืมความคิดเรื่อง “Pouvoir grotesque” หรือ “อำนาจแบบตลกขบขันหรือหลุดโลก” ของ Michel Foucault มาใช้อธิบายปรากฏการณ์นักการเมืองแนวป๊อปปูลิสม์แบบขวาในปัจจุบันว่า ผู้นำแนวนี้ต้องการนำความตลกขบขันหรือความหลุดโลกมาแสดงออกอย่างจงใจ โจ๋งครึ่ม ละเมิด และท้าทายต่อแนวทางหรือธรรมเนียมหรือรูปแบบภาษาอย่างที่ยึดถือกันมา ใช้วิธีการบลัฟ ยั่วยุ ปั้นน้ำเป็นตัว ปล่อยเรื่องจริงบ้างเท็จบ้าง ทั้งหมดนี้ ด้วยวัตถุประสงค์ให้สื่อมวลชนและประชาชนอยู่ในภาวะตระหนกตกใจหรือมึนงง จนในท้ายที่สุด ก็ถูกบังคับให้หันเหออกจากประเด็นเนื้อหาสาระ และไปวิ่งไล่ตามสิ่งที่นักการเมืองเหล่านั้นกำหนดไว้ ส่วนบรรดาผู้นิยมชมชอบหรือ “แฟนคลับ” ก็เชิดชูยกย่องผู้นำการเมืองแนวนี้ว่า กล้าหาญ จริงใจ ขบถ แหวกขนบธรรมเนียมแบบเดิมๆ เพื่อท้าทายชนชั้นนำได้อย่างถึงกึ๋น ซึ่งในท้ายที่สุด “อำนาจแบบตลกขบขันหรือหลุดโลก” เช่นนี้ ก็ค่อยๆเปลี่ยนการเมืองให้กลายเป็นโรงละครของเรื่องไร้สาระไป
อาจมีบางคนเห็นแย้งว่า ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ไม่ใช่เรื่องน่าตระหนกตกใจหรือแปลกประหลาดแต่อย่างใด มันก็คือการค้นหาวิธีการสื่อสารทางการเมืองให้สอดคล้องกับแต่ละยุคสมัยเท่านั้น
อาจจะใช่ หาก “ความบันเทิง” เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในหลายเครื่องมือที่ช่วยให้การสื่อสารทางการเมืองเข้าเป้า
แต่เอาเข้าจริงแล้ว ณ เวลานี้ “ความบันเทิง” กำลังครอบงำ “การเมือง” จนค่อยๆกลืนกินความเป็นการเมืองไปเสียหมด จนทำให้เนื้อหาสาระที่ต้องการนำเสนอ และความคิดที่ต้องการชี้นำให้สังคมและผู้คน เลือนหายไปอยู่ใต้เงาของความบันเทิงไปเสียหมด
พรรคและนักการเมืองพยายามนำเสนอเนื้อหาสาระที่สำคัญต่อสถานการณ์ในเวลานั้น ปรากฏว่ามีนักการเมือง/นักแสดงของพรรคนั้น สวมวิญญาณ “ชาวเน็ต” ไปโต้เถียงหรือทะเลาะกับนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามหรือ “อินฟลู” ฝ่ายตรงข้าม ด้วยการโพสในเพจตนเองบ้าง แท็กพวกเขาบ้าง หรือโพสในช่องความเห็นของเพจของนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามบ้าง ด้วยสำบัดสำนวน เสียดสี ด่าให้แรงไว้ก่อน เพื่อให้ “ปัง”
เมื่อความปรากฏ สื่อมวลชนก็จะเอาสิ่งที่นักการเมือง/นักแสดงคนนั้นโพส ไปขยายต่อเป็นข่าว กระจายไปทั่ว ประชาชนก็ให้ความสนใจ เพราะ เรื่องดราม่า ด่ากัน ทะเลาะกัน ในโลกออนไลน์ยั่วยวนให้ติดตาม กองเชียร์ผู้สนับสนุนแต่ละฝ่ายก็เข้ามาโรมรันพันตูกันในโลกออนไลน์ สื่อกระแสหลักนำไปพูดในรายการต่อ
ผลสุดท้าย เนื้อหาสาระที่พรรคหรือหัวหน้าพรรคต้องการสื่อสาร ก็มลายหายไป จังหวะก้าวของเนื้อหาสาระที่กองยุทธศาสตร์การสื่อสารของพรรคกำหนดไว้ ก็ไม่ประสบความสำเร็จ
มีเสียงวิจารณ์ต่อพรรคประชาชนกันมากว่า พรรคไม่ทำงานทางความคิด พรรคไม่นำเสนอประเด็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ก็อาจถูกต้องบางส่วน แต่หากให้ความเป็นธรรมแก่พรรค คณะนำ และทีมงานรณรงค์และการสื่อสารของพรรคบ้าง ผมคิดว่า พวกเขาพยายามทำอยู่เสมอ แต่หลายครั้ง ไม่เข้าเป้า เพราะ ถูกประเด็น “บันเทิงธิปไตย” ของนักการเมืองของพรรค กลบไปหมด
ไม่ต้องอื่นไกล ผมขอยกตัวอย่างเดียว เอาช่วงในสถานการณ์น้ำท่วม ณ เวลานี้ ก็ได้
ผมเห็นความพยายามในการสื่อสารของพรรค หัวหน้าพรรค และแกนนำสำคัญของพรรคที่รับผิดชอบเรื่องการจัดการปัญหาน้ำท่วม และปัญหามลพิษ สาธารณสุข และเศรษฐกิจ ที่จะกระทบต่อเนื่องตามมา พวกเขาพยายามผลิตเนื้อหา ชี้นำความคิดให้สังคมได้เห็นว่า ปัญหาน้ำท่วมนี้สัมพันธ์กับปัญหาโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทยและกรุงเทพมหานคร พวกเขาพยายามชี้ชวนให้สังคมเห็นว่า ปัญหาน้ำท่วมไม่ได้จบหรือมีแค่กรุงเทพมหานคร ยังมีจังหวัดอื่นๆอีกมากมายที่ไม่ได้รับความสนใจเท่าไรนัก พวกเขาพยายามร้องเตือนถึงปัญหามลพิษและสิ่งแวดล้อมที่กำลังเกิดขึ้นที่ปราจีนบุรี และระยอง พวกเขาประชุม คิด วิเคราะห์ เพื่อเสนอข้อเสนอต่อรัฐบาลและประชาชน ว่าในระยะสั้น กลาง ยาว ต้องทำอะไรบ้าง
ถ้าไม่เชื่อผม ก็ลองไปดูเพจของพรรค ของหัวหน้าพรรค ของแกนนำพรรคหลายๆคน ก็ปรากฏเนื้อหาเหล่านี้ จำนวนมาก
ทีมงานของพรรคผู้อยู่เบื้องหลัง ตั้งแต่ตากล้อง ทีมสื่อสาร ไปจนถึงทีมวิชาการ นโยบาย ทุ่มเทกับการผลิตเนื้อหาสาระ
แต่นั่นแหละ เกือบทั้งหมด ไม่ได้เป็นข่าวที่กระจายในวงกว้างมากนัก เพราะมันไม่น่าตื่นเต้นเร้าใจเท่ากับประเด็นดราม่าทางการเมืองเหมือนละครหลังข่าวรายวัน ที่นักการเมือง/นักแสดงของพรรค แสดงออกมาในทุกวัน
“หน้าข่าว” กลับกลายเป็นเรื่อง ดราม่ารายวัน จำพวก โพสด่าแรงๆ กลายเป็นเรื่อง “ด่าพ่อด่าแม่” กันไปมา กลายเป็นเรื่อง ใครแจกข้าว ไม่แจกข้าว ใครขโมยข้าวใครไปแจก หรือล่าสุด ไปไกลถึงขนาด สามีทำงานอะไร นักการเมืองใส่นาฬิกายี่ห้อใดบ้าง ยั่วกันไปมาในโลกออนไลน์จนทำให้บทบาททางการเมืองของผู้หญิงถูกด้อยค่าลดทอนลงเหลือแต่การตบตีกันในโลกออนไลน์หรือในสภา
เราจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยขนานใหญ่ตามที่เราฝันเราหวังกันได้จริงด้วยเรื่องจำพวกนี้หรือ?
วันหนึ่ง เมื่อนักการเมือง/นักแสดง ได้รับความนิยมจากประชาชนสูง มีคนรักก็มาก มีคนชังก็มาก ไม่ว่าจะแสดงความคิดเห็นใด พูด เขียน แสดงท่าทาง เดินทางไปไหน ก็ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนโดยตลอด นานวันเข้า ผู้คนย่อมเข้าใจไปว่า สิ่งที่นักการเมือง/นักแสดง คนนี้พูด ย่อมเท่ากับ พรรคพูด ความคิดและการกระทำของเขา ก็คือความคิดและการกระทำของพรรค เวลาผ่านไปเรื่อยๆ อัตลักษณ์และตัวตนของคนก็ขึ้นมาครอบงำเหนืออัตลักษณ์พรรค เป้าหมายของนักการเมือง/นักแสดง กลายเป็นเป้าหมายของพรรค พรรคไม่ได้ชี้นำนักการเมืองของตน ไม่ได้ชี้นำสังคม แต่กลายเป็นนักการเมืองที่ลากจูงให้พรรคเดินตามตนเอง
เมื่อพรรค คณะนำ ตลอดจนเพื่อนนักการเมืองในพรรคด้วยกัน ไม่กล้าทักท้วงทัดทาน เพราะด้านหนึ่งต้องใช้บริการคะแนนนิยมส่วนบุคคลของนักการเมือง/นักแสดง เหล่านั้น และการทักท้วงทัดทานก็อาจทำให้โดน “ทัวร์ลง” ได้ นานวันเข้า ก็เกิดเป็นความคิดความเชื่อที่เวียนว่ายอยู่ภายในพรรคว่า สิ่งที่นักการเมือง/นักแสดงทำนั้น ถูกต้องแล้ว พรรคเห็นด้วยแล้ว ก็เกิดลัทธิเอาอย่างเอาตามกันมาว่า หากนักการเมืองคนใดต้องการความนิยม ได้การยอมรับ และมีบทบาท ก็ต้องประพฤติตนและแสดงออกตามแนวทางของนักการเมือง/นักแสดง
พรรคการเมืองและนักการเมือง อาจต้องยอมใช้ “ความบันเทิง” เป็นเครื่องมือในการสื่อสาร เพื่อให้เนื้อหาสาระ ความคิดชี้นำ แนวนโยบาย ข้อเสนอต่างๆที่ต้องการสื่อสารเข้าเป้า นี่ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ อาจเป็นเรื่องจำเป็นต้องทำด้วยซ้ำไป
พรรคใดที่มีนักการเมืองที่มีทักษะเรื่องการใช้สื่อสมัยใหม่และการนำความบันเทิงมาผสมผสานเพื่อเป้าหมายทางการสื่อสาร พรรคนั้น โชคดี ได้เปรียบ ได้เพชรเม็ดงาม
แต่หากพรรคไม่ควบคุมนักการเมือง/นักแสดงของตนให้ใช้ “ความบันเทิง” เพื่อรับใช้พรรค เป็นไปในทิศทางตามเป้าหมายใหญ่ของพรรค หรือพยายามควบคุมแล้วแต่ควบคุมไม่อยู่ พรรคและคณะนำของพรรคก็สูญเสียการนำ กลายเป็น “ลัทธิวีรชนเอกชน” ครอบงำพรรคไป ทุกคนจะ “เดินเดี่ยว” ไม่สนใจความเป็นพรรค จังหวะก้าวของพรรค เป้าหมายพรรค หันไปมุ่งสนใจแต่ความนิยมส่วนตน
หากสภาวะเช่นนี้ยังคงดำเนินต่อไปแล้วล่ะก็...
ความเป็นพรรคมวลชน ที่ต้องมีฐานมวลชนที่สนับสนุนพรรคจำนวนมาก กระจายไปทั่วประเทศ มีส่วนร่วมกับพรรค มีชุดความคิดเดียวกันกับความคิดชี้นำของพรรค มีลักษณะจาก “มวลชนไปสู่พรรค จากพรรคไปสู่มวลชน” มีมวลชนอันไพศาลที่มีตัวตนชีวิตจริง พร้อมแสดงตนในสถานการณ์สุกงอม มิใช่อยู่เพียงในโลกออนไลน์หรือเป็นเพียงจำนวนตัวเลข ทั้งหมดนี้ จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้ เพราะ มวลชนผู้สนับสนุนพรรคถูกทำให้แตกแยกกระจัดกระจาย (Atomisation) ไม่ได้ถูกจัดตั้งความคิดเป็นเอกภาพ กลายเป็นคนแต่ละคนหลายๆคนที่เฮโรสาะพาไปตามกระแสในโลกออนไลน์ เข้าไปตามด่าตามแซะกันไปมา เข้าไปเอารถทัวร์จอดลงในเพจต่างๆ ในขณะที่ทีมงานเครือข่ายทั่วประเทศเพียรพยายามสร้างฐานมวลชน จัดตั้งมวลชน ทำงานหลังบ้าน ปิดทองหลังพระ แบบไม่เป็นข่าว ก็ต้องเสียฐานมวลชนที่พยายามจัดตั้งขึ้นไปให้กับกระแสบันเทิงรายวัน
เช่นกัน
ความเป็นพรรคยุทธศาสตร์ที่กำหนดยุทธศาสตร์ระยะยาว คือ การเปลี่ยนแปลงประเทศไทยขนานใหญ่ ตามที่วาดหวังไว้ ก็ไม่มีทางที่พรรคจะเดินไปสู่ยุทธศาสตร์นั้นได้ เพราะ มัวแต่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องบันเทิง ดราม่ารายวัน แก้ไขปัญหารายวัน ตอบโต้ ด่ากันไปมา จบดราม่าเรื่องนี้ ก็ไปต่อดราม่าเรื่องนั้น ละทิ้งประเด็นภาพใหญ่ ละทิ้งการนำเสนอภาพประเทศไทยในฝัน สังคมใหม่ในฝันไปเสียหมด
ปัญหาทั้งหมดที่ผมว่ามานี้ หากชี้นิ้วโทษสื่อมวลชน โทษตลาด โทษผู้บริโภค ว่านิยมแบบนี้ ชอบเสนอข่าวแต่แบบนี้ ชอบบริโภคข่าวการเมืองแบบบันเทิงแบบนี้ พรรคก็เลยต้องเดินแบบนี้ นี่เป็นคำตอบที่มักง่ายเกินไป
แล้วอย่างไรล่ะ เราเปลี่ยนเขาไม่ได้ เราก็จะอยู่กับสภาพแบบนี้ ?
เราไม่คิดจะชี้นำความคิดหรือแนวทางแบบใหม่ให้แก่สังคมหรือ?
เราจะไม่เป็นพรรคมวลชน พรรคยุทธศาสตร์ พรรคอุดมการณ์ อีกแล้วหรือ?
เราจะไม่มุ่งทำหน้าที่ชี้นำความคิดให้แก่สังคม เปลี่ยนแปลงความคิดผู้คน อีกแล้วหรือ?
เราจะเป็นพรรคศูนย์รวมการบันเทิงที่ปล่อยให้นักการเมือง/นักแสดง รับบทบาทหลัก จนความบันเทิงครอบงำการเมืองไปเสียหมดอย่างนั้นหรือ?



