
สรุปแถลงคดีฮั้ว สว. กกต. มีมติ ยื่นคําร้องต่อศาลฎีกา ดําเนินคดี 77 ราย
สรุปแถลงคดีฮั้ว สว. "กกต." มีมติ ยื่นคําร้องต่อศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง และดําเนินคดีอาญา 77 ราย
14 ก.ย. 2569 สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ชี้แจงลําดับขั้นตอนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) พ.ศ. 2567 และมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการพิจารณาสํานวนการไต่สวนการเลือก สว. โดยมีรายละเอียดที่สําคัญ ดังนี้
1. การจัดการเลือกสมาชิกวุฒิสภา
ด้วยมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 มีผลใช้บังคับ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2567 และ กกต. ได้กําหนดวันรับสมัคร และกําหนดวันเลือก สว. จํานวน 3 ระดับ ประกอบด้วย ระดับอําเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ โดยเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 20 - 24 พฤษภาคม 2567
สําหรับการเลือก สว. ครั้งนี้ ใช้ระบบ “เลือกกันเอง” โดยแบ่งผู้สมัครออกเป็น 20 กลุ่ม ตามลักษณะอาชีพและประสบการณ์ ผู้สมัครจะต้องเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งตามลําดับ ตั้งแต่ระดับอําเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ
- ระดับอําเภอ กําหนดเลือกในวันที่ 9 มิถุนายน 2567 ผู้สมัครที่ได้รับเลือก ในระดับอําเภอ จะเข้าสู่กระบวนการเลือกในระดับจังหวัด
- ระดับจังหวัด กําหนดเลือกในวันที่ 16 มิถุนายน 2567 ผู้สมัครที่ได้รับเลือก ในระดับจังหวัด จะเข้าสู่กระบวนการเลือกระดับประเทศ
- ระดับประเทศ กําหนดเลือกในวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ถือเป็นขั้นตอนสุดท้าย ผู้ได้รับเลือกระดับจังหวัดจากทั่วประเทศจะเข้าสู่กระบวนการเลือกกันเอง เพื่อคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา จํานวน 200 คน จาก 20 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน พร้อมจัดทําบัญชีสํารอง จาก 20 กลุ่ม กลุ่มละ 5 คน
และคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกาศรับรองผลการเลือก สว. เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2567
2. สํานวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นกรณีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏ
เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568 คณะกรรมการการเลือกตั้งได้พิจารณากรณีการเลือก สว. ระดับประเทศ สืบเนื่องจากกรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือแจ้งผลการสืบสวน ตามหนังสือลับ ด่วนที่สุด ที่ ยธ 0824/0050 ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งปรากฏข้อมูลและพยานหลักฐานเกี่ยวกับการจัดตั้งเครือข่ายบุคคลเพื่อดําเนินการเลือก สว. ในลักษณะที่อาจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561
ผลการสืบสวนปรากฏพฤติการณ์สําคัญว่า มีการจัดกลุ่มผู้สมัครและกําหนดค่าตอบแทนในแต่ละระดับ มีการนัดหมายผู้มีสิทธิเลือก สว. ระดับประเทศเพื่อจัดทําโพยการเลือก รวมทั้งมีการจ่ายเงินมัดจํา และจัดเตรียมการเดินทางไปยังสถานที่เลือก สว. โดยผลการเลือกในรอบเช้าและรอบไขว้ปรากฏว่า เป็นไปตามโพยดังกล่าว
คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อมูลและพยานหลักฐานที่ได้รับจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ถือเป็นข้อมูลหรือเบาะแสจากหน่วยงานอื่นของรัฐตามข้อ 30 (2) ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และมีข้อเท็จจริง พฤติการณ์ และพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาสั่งให้ดําเนินการไต่สวน กรณีอาจมีการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 มาตรา 70 ประกอบมาตรา 36 มาตรา 77 (1) มาตรา 79 และมาตรา 81
ดังนั้น ในการประชุมครั้งที่ 26/2568 เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568 คณะกรรมการ การเลือกตั้งจึงมีมติให้ดําเนินการไต่สวนกรณีดังกล่าว เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานให้ปรากฏโดยชัดเจนต่อไป
3. สรุประยะเวลาการจัดทําสํานวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยมี Timeline จากวันเลือก สว. ระดับประเทศ สู่การลงมติชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดังนี้
การดําเนินการไต่สวน กรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏ
- 3 กุมภาพันธ์ 2568 DSI ส่งเรื่องการกระทําความผิดเกี่ยวกับการเลือก สว.
- 18 มีนาคม 2568 กกต. มีมติสั่งให้ดําเนินการไต่สวน กรณีที่มีเหตุอันควรสงสัย หรือความปรากฏ (จากรายงานของ DSI)
- 19 มีนาคม 2568 กกต. มีคําสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลางคณะที่ 26 เพื่อดําเนินการไต่สวนการเลือก สว.
- กรกฎาคม 2567 - มีนาคม 2568 มีเรื่องคัดค้านการเลือก สว. จํานวน 619 เรื่อง และ กกต. วินิจฉัยแล้ว จํานวน 597 เรื่อง และมีการดําเนินการพิจารณาผู้สมัครเป็น สว. ที่ขาดคุณสมบัติ และมีลักษณะต้องห้าม จํานวน 1,767 ราย
- 15 กันยายน 2568 รองเลขาธิการ กกต. ที่ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการ กกต. จัดทําความเห็นพร้อมเหตุผลเพื่อเสนอคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง (อาศัยอํานาจตามมาตรา 37 พ.ร.ป.กกต. พ.ศ. 2560 และข้อ 78 ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวนการไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561)
- 16 กันยายน 2568 กกต. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 เพื่อพิจารณาสํานวนการไต่สวน และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด (อาศัยอํานาจตามมาตรา 37 พ.ร.ป.กกต. พ.ศ. 2560 และข้อ 74 ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวนการไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561)
- 26 กุมภาพันธ์2569 คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ คณะที่ 36 จัดทําความเห็นพร้อมเหตุผลเสนอ กกต. (อาศัยอํานาจตามมาตรา 37 พ.ร.ป.กกต. พ.ศ. 2560 และข้อ 79 ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561)
- 30 มีนาคม 2569 - ประธานกรรมการการเลือกตั้ง สั่งนําเข้าที่ประชุม กกต. - กระบวนการเตรียมเอกสาร/สําเนาเอกสาร/พิจารณา และตรวจสอบรายงานสํานวนการไต่สวนในเบื้องต้น ของ กกต. (สํานวน มีเอกสารทั้งสิ้น 75,722 หน้า)
- 8 มิถุนายน 2569 – 28 สิงหาคม 2569 กกต. เริ่มเข้าสู่กระบวนการ พิจารณาสํานวน (รวม 11 ครั้ง)
- 14 กันยายน 2569 กกต. พิจารณาลงมติ
4. สรุปมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง
พิจารณาสํานวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติดังนี้
- 4.2 ผู้ร้อง จํานวน 67 คน
- 4.2 ผู้ถูกร้อง จํานวน 427 คน
- 4.3 สํานวนมีเอกสาร จํานวน 75,722 หน้า
- 4.4 สรุป กกต. มีมติให้ยื่นคําร้องต่อศาลฎีกาและดําเนินคดีอาญา จํานวน 77 คน โดยมีรายละเอียดดังนี้
- (1)สมาชิกวุฒิสภา (สว.) (ดํารงตําแหน่งขณะที่ถูกร้อง) จํานวน 26 คน
- (2)สมาชิกวุฒิสภา (สว.) สํารอง (อยู่ในบัญชีรายชื่อ) จํานวน - คน
- (3) ผู้มีสิทธิเลือก สว. (ไม่ใช่บุคคลในลําดับที่ (1) –(2)) จํานวน 36 คน
- (4)กรรมการบริหารพรรค / สส. / ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง จํานวน - คน
- (5) บุคคลอื่น จํานวน 15 คน
5. ข้อกล่าวหา มีทั้งหมด 7 ข้อกล่าวหา ดังนี้
5.1 ข้อกล่าวหาที่ 1 มาตรา 76 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิก วุฒิสภา พ.ศ. 2561 “กรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือผู้ดํารงตําแหน่งอื่นใดในพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ผู้ใดกระทําการโดยวิธีใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือให้ผู้สมัครผู้ใดได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือทําให้ผู้สมัครผู้ใดไม่ได้รับเลือก”
ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 1 – 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 - 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น กกต. มีมติให้ยื่นคําร้องต่อศาลฎีกาและดําเนินคดีอาญา มีจํานวนทั้งสิ้น - คน โดยมีรายละเอียดดังนี้
- (1) กรรมการบริหารพรรค / สส. / ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง จํานวน - คน
- (2) บุคคลอื่น จํานวน - คน
5.2 ข้อกล่าวหาที่ 2 มาตรา 76 วรรคสอง แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิก
วุฒิสภา พ.ศ. 2561 “ผู้สมัครใดยินยอมให้กรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือผู้ดํารงตําแหน่งอื่นใดในพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา” ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 - 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น กกต. มีมติให้ยื่นคําร้องต่อศาลฎีกาและดําเนินคดีอาญา มีจํานวนทั้งสิ้น - คน โดยมีรายละเอียดดังนี้
- (1) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) (ดํารงตําแหน่งขณะที่ถูกร้อง) จํานวน - คน
- (2) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) สํารอง (อยู่ในบัญชีรายชื่อ) จํานวน - คน
- (3) ผู้มีสิทธิเลือก สว. (ไม่ใช่บุคคลในลําดับที่ (1) –(2)) จํานวน - คน
5.3 ข้อกล่าวหาที่ 3 มาตรา 36 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 70 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 “แนะนําตัวไม่เป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนด” อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 36 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 70 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561)
ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกําหนด 5 ปีกกต. มีมติให้ยื่นคําร้องต่อศาลฎีกาและดําเนินคดีอาญา มีจํานวนทั้งสิ้น 36 คน โดยมีรายละเอียดดังนี้
- (1) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) (ดํารงตําแหน่งขณะที่ถูกร้อง) จํานวน 26 คน
- (2) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) สํารอง (อยู่ในบัญชีรายชื่อ) จํานวน - คน
- (3) ผู้มีสิทธิเลือก สว. (ไม่ใช่บุคคลในลําดับที่ (1) –(2)) จํานวน 1 คน
- (4) กรรมการบริหารพรรค / สส. / ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง จํานวน - คน
- (5) บุคคลอื่น จํานวน 9 คน
5.4 ข้อกล่าวหาที่ 4-7
ข้อกล่าวหาที่ 4 มาตรา 77 วรรคหนึ่ง (1) พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 “จัด ทํา ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคํานวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด”
ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 - 200,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกําหนด 20 ปี และให้ถือเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ดําเนินการตามหน้าที่และอํานาจได้
ข้อกล่าวหาที่ 5 มาตรา 77 วรรคหนึ่ง (3) พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิก วุฒิสภา พ.ศ. 2561 “เลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด”
ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกําหนด 20 ปี
ข้อกล่าวหาที่ 6 มาตรา 79 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 “เรียกหรือรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อลงสมัครรับเลือกหรือไม่ลงสมัครรับเลือกเพื่อประโยชน์แก่ผู้สมัครผู้ใด”
ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกําหนด 20 ปี
ข้อกล่าวหาที่ 7 มาตรา 81 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 “เรียก รับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสําหรับตนเองหรือผู้อื่นเพื่อเลือกหรืองดเว้นไม่เลือกผู้ใด”
ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 1-5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-100,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกําหนด 10 ปี
กกต. มีมติให้ยื่นคําร้องต่อศาลฎีกาและดําเนินคดีอาญา ข้อกล่าวหาที่ 4 - 7 มีจํานวนทั้งสิ้น 77 คน โดยมีรายละเอียดดังนี้
- (1) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) (ดํารงตําแหน่งขณะที่ถูกร้อง) จํานวน 26 คน
- (2) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) สํารอง (อยู่ในบัญชีรายชื่อ) จํานวน - คน
- (3) ผู้มีสิทธิเลือก สว. (ไม่ใช่บุคคลในลําดับที่ (1) –(2)) จํานวน 36 คน
- (4) สส. / ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง จํานวน - คน
- (5) บุคคลอื่น จํานวน 15 คน
6. กกต. มีมติวินิจฉัยสํานวนการไต่สวนการเลือก สว. แล้ว ต้องดําเนินการ ดังนี้
- 6.1 กกต. จัดทําคําวินิจฉัยสํานวนการเลือก สว. ภายใน 60 วัน
- 6.2 ยื่นคําร้องต่อศาลฎีกา ภายใน 60 วัน
- 6.3 ศาลฎีกามีคําสั่งรับคําร้องไว้พิจารณาแล้ว ถ้าเป็น สว. ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ จนกว่าศาลฎีกาจะมีคําพิพากษา
- 6.4 ศาลฎีกามีคําพิพากษาว่ามีการกระทําความผิด ให้สมาชิกภาพ สว. ผู้นั้น สิ้นสุดลงนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่
7. การดําเนินการกรณีตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภาว่างลง กรณีคําพิพากษาหรือคําสั่งศาลมีผลให้ตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภาว่างลง ให้ดําเนินการ ตามมาตรา 45 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ดังนี้
7.1 ในกรณีที่ตําแหน่ง สว. กลุ่มใดมีไม่ครบจํานวน ไม่ว่าเพราะเหตุตําแหน่งว่างลง หรือด้วยเหตุอื่นใดอันมิใช่เพราะเหตุถึงคราวออกตามอายุของวุฒิสภา
ให้ประธานวุฒิสภาประกาศในราชกิจจานุเบกษาเลื่อนบุคคลในบัญชีสํารองของกลุ่มนั้นขึ้นดํารงตําแหน่ง สว. แทนตามลําดับ และให้ผู้นั้นอยู่ในตําแหน่งได้เพียงเท่าอายุของวุฒิสภาที่เหลืออยู่ ในระหว่างที่บุคคลดังกล่าวยังมิได้เข้ารับตําแหน่ง ให้วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภาเท่าที่มีอยู่
7.2 กรณีที่ต้องเลื่อนบุคคลในบัญชีสํารองของกลุ่มใดขึ้นดํารงตําแหน่ง สว. แทน แต่ไม่มีบุคคลในบัญชีสํารองของกลุ่มนั้นเหลืออยู่ไม่ว่าด้วยเหตุใด
ให้ประธานวุฒิสภาจับสลากว่าจะเลื่อนบุคคลในบัญชีสํารองในกลุ่มอื่นใด ที่ยังมีผู้อยู่ในบัญชีสํารองเหลืออยู่ แล้วดําเนินการเลื่อนบุคคลนั้น ขึ้นดํารงตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภาตามวรรคหนึ่ง การจับสลากดังกล่าวให้มีผลเฉพาะการเลื่อนครั้งนั้น
7.3 กรณีที่ทุกกลุ่มไม่มีรายชื่อบุคคลในบัญชีสํารองเหลืออยู่สําหรับการเลื่อนบุคคลขึ้นดํารงตําแหน่ง
ให้วุฒิสภาประกอบด้วย สว. เท่าที่มีอยู่ แต่ในกรณีที่มีสว. เหลืออยู่ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจํานวน สว. ทั้งหมด และอายุของวุฒิสภาเหลืออยู่เกินหนึ่งปีให้ดําเนินการเลือก สว.ขึ้นแทนตําแหน่งที่ว่างภายใน 60 วันนับแต่วันที่วุฒิสภามีสมาชิกเหลืออยู่ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ในกรณีเช่นว่านี้ให้ผู้ได้รับเลือกดังกล่าวอยู่ในตําแหน่งได้เพียงเท่าอายุของวุฒิสภาที่เหลืออยู่



