ข่าว

ม็อบสนธิ “ยังไม่สุกงอม” ชี้จุดเปลี่ยนวัดใจ 14 ก.ย. เชือด ฮั้ว สว.

ม็อบสนธิ “ยังไม่สุกงอม” ชี้จุดเปลี่ยนวัดใจ 14 ก.ย. เชือด ฮั้ว สว.

07 ก.ย. 2569

"จตุพร" ประเมินม็อบ "สนธิ" แค่จุดเริ่มต้น ลุ้นระทึก 14 ก.ย. กกต.เชือด สว.เกินร้อย แฉเอกสารลับรั่วเพราะ "รักตัวกลัวคุก"

จากกรณีนายสนธิ ลิ้มทองกุล ประกาศลงถนน โดยเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา (7 ก.ย. 69) นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน ให้สัมภาษณ์ ในรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ช่องทาง Nation  ว่า มองการลงถนนในสถานการณ์ขณะนี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นในลักษณะคล้ายๆกับเมืองไทยรายสัปดาห์สมัยนายทักษิณ ชินวัตร เพราะนายสนธิ ก่อนหน้านี้ไม่ได้มาไล่รัฐบาล ไม่ได้มาเรียกร้องให้รัฐบาลลาออก แต่มาจัดการเรื่องสีเทา ยิวเทา รัสเซียเทา อินเดียเทา และไทยเทา และจะไปสถานทูตอิสราเอล ทำเนียบรัฐบาล ยังไม่ได้เปิดค่ายเต็ม และจะเรียงลูกระนาดตามลำดับ การไปยื่นหนังสือที่สถานทูตอิสราเอล หรือทำเนียบรัฐบาล จะมีคนจำนวนหนึ่งไปร่วม แต่ไม่ใช่การทำสงครามเต็มรูปแบบ เหมือนสงครามสีเสื้อช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา


ส่วนจะจุดม็อบติดหรือไม่ นายจตุพร กล่าวว่า ปรากฏการณ์ที่รวมคนได้ครั้งสุดท้ายคือช่วงคลิปหลุด(นายกฯแพทองธาร) กระแสแรงจริงๆ ต้องยอมรับสถานการณ์ยุคโซเชียลมีเดีย ถ้าไม่สุดจริง คนจะใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียเป็นหลักในการระบาย เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีจุดสูงสุด การระดมคนโดยไม่ใช้วิธีการจัดการเป็นเรื่องที่ยากมากที่สุด ต้องดูผลของวันที่ 14 ก.ย. ที่กกต.จะลงมติคดีฮั้ว สว. ยังเชื่อว่า กกต.จะไม่เลือกทั้งแนวทางคณะอนุฯชุดที่ 26 และ 36 การข่าวของตน เขาน่าจะสั่งฟ้องเกิน 100 คน เพียงแต่ว่าเอกสารมันหลุดทั้ง 2 ชุดนั้น ไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร ก็ล้วนแต่มีผลข้างเคียงทุกรูปแบบ

เมื่อถามว่าทำไมประเมินว่า กกต. จะส่งคดีฮั้ว สว.ให้ศาลฎีกาเกิน 100 คน นายจตุพร กล่าวว่า เนื่องจากเอกสารทั้งคณะอนุฯชุดที่ 26 และ 36 และ กกต.ปล่อยเอกสารหลุด ก็มีเจตนาพิเศษอยู่แล้ว ไม่ว่า กกต.ชุดนี้จะมีที่มาอย่างไรก็ตาม แต่สุดท้ายเขาก็รักตัวกลัวคุกกันทั้งนั้น ถ้าจัดการอะไรที่มันผิดกฎหมาย 157 อย่างชัดเจนเขาก็คงเห็นเส้นทาง กกต.ก่อนหน้านี้ชุดที่มีเสียชีวิต 2 ติดคุก 2 ลาออก 1 ว่าบั้นปลายนั้นไม่มีใครสามารถไปคุ้มครองใครได้


เมื่อถามว่า ยอดที่ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน เป็น สว.100 กว่าคน ถ้าส่งศาลฎีกาเกิน 100 คน คาดว่าส่วนที่ส่งศาลฎีกาน่าจะเป็น สว.ทั้งหมดไหม หรือมีเครือข่ายพรรคการเมืองผสมด้วย นายจตุพร กล่าวว่า ณ ขณะนี้ ผมยังไม่เห็นว่าจะถึงคนในรัฐบาลหรือคนที่เป็นนักการเมืองตัวเป้ง แต่ในส่วนของ สว.และกระบวนการที่เกี่ยวข้องบางคน ไม่ครบทุกคน เกิน 100 คน แต่จะเกินไปเท่าไหร่ขึ้นกับ กกต.จะตัดสินใจสุดท้าย เพราะถ้าเอกสารไม่หลุดออกมา เขาจะเดินวิธีการอย่างไรก็ได้ แต่พอเอกสารหลุดออกมาทั้ง 2 ฉบับ มันเป็นเรื่องที่ยากที่สุดที่จะให้หลุดทั้งหมด

 

เมื่อถามว่า ถ้าตัดสินใจแบบนั้นจะไม่กระทบกับฐานอำนาจของบางพรรคการเมืองหรือ เพราะส่วนหนึ่งปักหลักอยู่ในรัฐสภา นายจตุพร กล่าวว่า ในการทำสำนวนสั่งฟ้อง ท้ายที่สุดก็ทำเฉพาะสายสีน้ำเงิน 229คน  ไม่ไปแตะการเมืองอีก 3 สาย ซึ่งอนุฯชุดที่ 26 ถ้ามีสติดีเอสไอทำให้ครบทุกสายการเมืองและพิจารณาทีเดียว แต่ก็ปล่อยเลยเถิดจนมติคณะอนุฯชุดที่ 26 ออกมา แล้วใช้วิธีเป่าโดยคณะอนุฯชุดที่ 36 มันก็ถึงคราววินาศ

 

“คนที่ปล่อยเอกสารเป็นคนใน กกต. แหล่งข่าวผมก็เป็นตัวการสำคัญ แต่เขาใช้วิธีมาวางเอกสารเอง เป็นคนใน กกต.ที่ใครๆก็รู้จัก”

 

เมื่อถามว่า เขาปล่อยเอกสารหลุดทำไม นายจตุพร กล่าวว่า เพราะมันเดินไปไม่ไหวแล้ว และท้ายที่สุดอย่างที่ตนบอก ก็รักตัวกลัวคุกกันทั้งสิ้น มีลักษณะไถ่โทษหรือแสดงเจตนาบางอย่าง คนมองเพียงแค่ที่มาอย่างไร แต่ว่าแต่ละคนมองว่าที่ไปอย่างไร


เมื่อถามว่า ถ้าจะลงถนนตอนนี้ยังไม่สุกงอม แล้วอะไรเป็นจุดพีคที่ทำให้ออกมากระโดดนอกโซเชียลมีเดีย ถ้ากกต. เซ่นสัก 20-30 คนจะเกิดอะไรขึ้น และถ้าเชือดเกิน 100 คนจะเป็นอย่างไร นายจตุพร กล่าวว่า ถ้าผลวันที่ 14 ก.ย. คนรับกันได้ ไม่ว่าจะตัดสินแบบไหนก็ตาม จะมีปัญหาตามมาทั้งสิ้น แต่ถ้าคนได้ระบายความอัดอั้นกันแล้ว และเห็นว่ามีคนรับผิดชอบแล้ว ก็มีการลดความร้อนลงมากันได้บ้าง แต่ว่าสิ่งที่ตนจับตาดูคือ วันที่ 28 ก.ย. ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องบัตรเลือกตั้ง บาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด ตนมองว่ายัง 50 - 50 ซึ่งเป็นประเด็นที่ใครไม่คิดว่าจะกวาดเกลี้ยงทั้ง 500 คน 


"ลองดูลีลาของศาลรัฐธรรมนูญที่เดินเกมเรื่องนี้อย่างแยบยลที่สุด  แม้กระทั่งวันที่ไต่สวนพยาน 5 ปาก ประธาน กกต. ซึ่งไม่ได้อยู่ในฐานะพยาน ศาลให้เข้าฟังด้วย หลังจากนั้น เดินเผชิญสืบครั้งแรก คนทั่วไปมองว่าเรื่องไม่มีอะไร แต่ผมตามและเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดา โอกาสที่จะพลิกคว่ำเท่าๆกับรอด"

 
เมื่อถามว่า สีน้ำเงินเป็นความหวังเดียวของอนุรักษ์นิยม จะยอมให้รีเซ็ตหรือ นายจตุพร กล่าวว่า ลองศึกษาประวัติศาสตร์ทางการเมือง ตนเชื่อว่าสีน้ำเงินเขาต้องคิดระมัดระวังว่า ประวัติศาสตร์ไม่มีอะไรจีรัง มันขึ้นกับสถานการณ์บ้านเมืองในแต่ละเหตุการณ์ ประวัติศาสตร์สอนให้รู้ว่าไม่มีอะไรผูกขาดและมีความเชื่อเด็ดขาด เพราะฉะนั้นก็ขึ้นกับบริบทและสถานการณ์ ณ ขณะนั้น


"ผมเชื่อว่าสิ่งที่เขาต้องระมัดระวังที่สุด คือต้องไม่ใหญ่เกิน อะไรที่มันใหญ่เกิน ก็จะต้องมีอันเป็นไป หน้าที่ของเขาคือต้องทำตัวให้เล็กลง เพื่อรักษาอำนาจและชีวิต คือหน้าที่ตำแหน่งทางการเมือง" นายจตุพร กล่าว

 

ข้อมูล : NationOnline