
“สุชาติ” เดินหน้าขึ้นทะเบียน 7 วัดรอบกำแพงเมืองเชียงใหม่เป็นมรดกโลกต่อ
“สุชาติ” ชู “วัดพระมหาธาตุฯ” ผาดโผนสู่มรดกโลก อัดยับ! พวกจ้องแซะ อย่าโยงการเมือง เดินหน้าขึ้นทะเบียน 7 วัดรอบกำแพงเมืองเชียงใหม่เป็นมรดกโลกต่อ
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะรองประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมหดกโลก ย้ำภายหลังคณะกรรมการมรดกโลกมีมติเอกฉันท์ให้ ''วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร'' จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ว่า ถือเป็นความยิ่งใหญ่ทางวัฒนธรรมของประเทศไทย ซึ่งการจะขึ้นทะเบียนมรดกโลก จะต้องผ่านคณะกรรมการซึ่งเป็นตัวแทนจากทั่วโลก และการเสนอวัดพระมหาธาตุฯ เป็นมรดกโลก
ได้ดำเนินการมาถึง 5 รัฐบาลตั้งแต่ปี 2562 ตั้งแต่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา, นายเศรษฐา ทวีสิน, นางสาวแพทองธาร ชินวัตร จนมาถึงรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งความสำเร็จที่เกิดขึ้น ต้องใช้ระยะเวลาชี้แจง และหาชี้แจงให้คณะกรรมการมรดกโลกรับทราบ ทั้งอารยธรรมทางวัฒนธรรมกว่า 1,500 ปี พบวัตถุโบราณกว่า 32,000 ชิ้น ดังนั้น การนำอารยธรรมของประเทศไทย ไปขึ้นทะเบียนมรดกโลก เป็นเรื่องที่ยากมาก ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง
นายสุชาติ ยังย้ำว่า หลังจากนี้ ประเทศไทยจะนำเสนอ 7 วัดรอบกำแพงเมืองจังหวัดเชียงใหม่ ขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่มรดกโลก ซึ่งจะคล้ายกับหลวงพระบางของ สปป.ลาว ที่ขณะนี้ อยู่ระหว่างการลงพื้นที่ของยูเนสโก เพื่อตรวจสอบ ซึ่งการขึ้นทะเบียนมรดกได้ จะต้องเกิดจากความร่วมมือของชุมชน และผู้นำท้องถิ่นร่วมมือกัน ไม่ใช่เฉพาะกระทรวงดำเนินการเพียงฝ่ายเดียว
นายสุชาติ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีบุคคลบางบุคคลวิพากษ์วิจารณ์ และไม่ได้ยินดีด้วยกับการได้มาซึ่งมรดกโลก เพราะการเมืองในพื้นที่ไม่ตรงกับจุดยืนของตนเองว่า ไม่ควรเกิดขึ้นในบรรยากาศแบบนี้ และต้องมีวุฒิภาวะ อย่านำเรื่องความดีใจของคนทั้งประเทศมา เป็นเรื่องทางการเมือง ดังนั้น ต้องมีใจเป็นกลางและเป็นธรรม มีหัวใจเป็นคนไทยด้วย และเป็นสิ่งที่ดีที่ได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกแล้ว รวมถึงชาวต่งประเทศ ก็ยังอยากเดินทางมาชมมรดกโลกที่ขึ้นทะเบียน ซึ่งปีที่แล้วในช่วงเทศกาลสำคัญ เช่น วันวิสาขบูชา หรือวันมาฆบูชา มีนักท่องเที่ยวทางเดิมทางมาที่วัด และมีผู้ร่วมงานวันละ 30,000 คน แต่เมื่อมีการเสนอข่าวมรดกโลก มีนักท่องเที่ยวคนเดินทางมาถึง 200,000 คนในช่วงเทศกาลดังกล่าว จึงอยากขอให้สื่อมวลชน ได้ช่วยนำเสนอข่าวดีให้กับประชาชน และสิ่งที่ทำนี้ ก็ไม่ได้มองว่า มาจากรัฐบาลชุดใด แต่เป็นสิ่งที่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้รับ



