
”กัน จอมพลัง“ จี้ มท. สอบอดีตนักการเมือง แอบอ้างติดเข็มเกียรติยศ
"กัน จอมพลัง" ลุย มท. จี้ตรวจ ‘อดีตนักการเมือง’ แอบอ้างติดเข็มเกียรติยศ แต่งเครื่องแบบราชการ ด้านนายกฯ ลงบันทึกประจำวันเรียบร้อยแล้ว
นาย กัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ “กัน จอมพลัง” พานายแฟร์ อายุ 41 ปี ช่างภาพข่าว สถานีโทรทัศน์ชื่อดัง และนายป๊อก อายุ 35 ปี อนุกรรมการคอนโดฯ ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดี เข้ายื่นหนังสือที่กระทรวงมหาดไทย ขอให้ตรวจสอบอดีตนักการเมืองรายหนึ่ง และเคยเป็นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อของพรรคดัง กรณีติดเข็มเครื่องหมาย “รักษาดินแดนยิ่งชีพ” รวมถึงการสวมเครื่องแบบชุดปกติขาว และเครื่องหมายราชการต่าง ๆ ว่าได้รับอนุญาต และมีสิทธิใช้หรือไม่
นายกัณฐัศว์ ระบุว่า ผู้เสียหายตัดสินใจออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม หลังอ้างว่าก่อนหน้านี้อดีตนักการเมืองคนดังกล่าว ได้เดินทางไปพบหัวหน้าของช่างภาพข่าวถึงที่ทำงาน ในวันนี้ก็ถึงคราวที่ช่างภาพจะมาตรวจสอบด้วยเช่นกัน โดยต้องการให้กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบสิทธิการติดเครื่องหมายรักษาดินแดนยิ่งชีพ ซึ่งเป็นเครื่องหมายอันทรงเกียรติที่มีหลักเกณฑ์การมอบอย่างชัดเจน พร้อมเรียกร้องให้เจ้าตัวแสดงเอกสารยืนยัน หากได้รับอนุญาตจริงก็จะเป็นผลดีต่อสังคมและต่อตัวเจ้าของเครื่องหมายเอง นอกจากนี้ ยังขอให้ตรวจสอบเครื่องหมายราชการอื่นที่ปรากฏบนเครื่องแบบ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องหมายของหน่วยงานในสังกัดกองทัพ รวมถึงปีกร่มของกองทัพบก โดยเตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอตรวจสอบสิทธิการประดับเครื่องหมายทั้งหมด พร้อมย้ำว่า หากได้รับพระราชทานหรือได้รับอนุญาตจริง ย่อมต้องมีเอกสารอ้างอิงที่ตรวจสอบได้
นายกัณฐัศว์ ยังกล่าวถึงพฤติกรรมของนักการเมืองรายดังกล่าวว่า เคยพบตัวในงานวันเกิดของผู้หลักผู้ใหญ่ แต่เมื่อสอบถามทั้งเจ้าของงานและนักการเมืองหลายคน ต่างยืนยันว่าไม่รู้จักหรือไม่ได้พามาร่วมงาน แม้ภายหลังจะมีภาพถ่ายคู่กับบุคคลสำคัญหลายคนเผยแพร่ก็ตาม จึงเห็นว่าควรปล่อยให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกระบวนการ
ส่วนกรณีที่มีบุคคลจำนวนมากโทรศัพท์เข้ามาหลังรับเรื่องนี้ นายกัณฐัศว์ ยอมรับว่าเป็นคดีที่มีผู้ติดต่อมากที่สุดคดีหนึ่ง ทั้งจากในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด แต่ยืนยันว่าจะไม่ยุติการช่วยเหลือเพราะแรงกดดัน พร้อมระบุว่าหลายคนที่โทรมาหลังได้รับฟังข้อมูล ต่างเห็นตรงกันว่าไม่ควรแอบอ้างชื่อผู้หลักผู้ใหญ่ และผู้กระทำควรรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
ด้านนาย แฟร์ ช่างภาพข่าว เปิดเผยว่า หัวหน้างานเล่าให้ฟังว่า คู่กรณีพร้อมพวกประมาณ 4-5 คน เคยเดินทางไปที่สถานีโทรทัศน์ พร้อมนำแชตไลน์และคลิปเสียงไปเปิดให้หัวหน้าฟัง เพื่อร้องเรียนให้ลงโทษทางวินัยตนเอง โดยคลิปเสียงดังกล่าวเป็นเพียงบทสนทนาพูดคุยเล่นระหว่างที่ทั้งสองฝ่ายยังไม่มีปัญหากัน ซึ่งหัวหน้างานก็เห็นว่าไม่ได้เป็นการวางแผนหรือกระทำความผิดแต่อย่างใด
นายแฟร์ ยังระบุว่า คู่กรณีนำข้อความจากกลุ่มไลน์กรรมการคอนโดฯ และภาพที่ตนถ่ายขณะลงพื้นที่ทำข่าวชายแดนกับชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ซึ่งมีอาวุธประจำกาย โดยตอนนั้นตนแค่ส่งคลิปไปเพื่อบอกคนในกลุ่มว่ากำลังทำงานอยู่ แต่อดีตนักการเมืองกลับไปอ้างว่าเป็นการข่มขู่ ก่อนนำไปแจ้งความและร้องเรียนถึงต้นสังกัด ทั้งที่ภาพดังกล่าวถูกส่งเฉพาะในกลุ่มกรรมการ ไม่ได้ส่งถึงคู่กรณีโดยตรง
นานแฟร์ ยังเปิดเผยว่า ก่อนที่ กัน จอมพลัง จะเข้ามาช่วยเหลือ คู่กรณีได้โทรศัพท์มาขอไกล่เกลี่ย ขอให้เปิดโอกาสมีอนาคต พร้อมเสนอจะชดใช้เป็นเงินเพื่อยุติเรื่อง แต่ไม่ได้ระบุจำนวนเงิน โดยตนยืนยันปฏิเสธ แม้จะเสนอเป็นเงินจำนวนร้อยล้านก็ไม่รับ เพราะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้จนต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวงมาตลอด พร้อมอ้างว่าคู่กรณีมักกล่าวอ้างว่ารู้จักผู้หลักผู้ใหญ่และบุคคลสำคัญในหลายวงการ
ขณะที่ นายวิวัฒน์ เเพ่งโยธา นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการศูนย์ดำรงธรรมกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า
หลังจากนี้จะมีหนังสือไปยังอธิบดีกรมการปกครอง เท่าที่ตรวจสอบเข็มที่ได้มาจะต้องได้รับจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เเละไม่ใช่ว่าได้เข็มมาได้ง่ายๆ จะต้องเป็นข้าราชการ บริหารระดับสูงขึ้นไป ซึ่งจากภาพที่เห็นไม่มีโอกาสที่จะได้ใช้เข็มที่นำมาติดได้เลย
ขณะที่ตัวเเทนผู้รับมอบอำนาจจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มอบอำนาจทีมกฏหมายลงบันทึกประจำวันที่ สน.ดุสิต เพื่อลงบันทึกประจำวันว่า มีการเเอบอ้างเเละ ยืนยันว่า นาย ช. ไม่ใช่คณะทำงานนายกฯ เเละไม่ได้เป็นสมาชิกภูมิใจไทย ซึ่งการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหาย และผู้เสียหายไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น และขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด



