ข่าว

ผ่านฉลุย! มติสภาฯ 288:119 เสียง รับหลักการงบประมาณปี 70

ผ่านฉลุย! มติสภาฯ 288:119 เสียง รับหลักการงบประมาณปี 70

02 ก.ค. 2569

มติสภาฯ ฉลุยรับงบฯ 70 วาระแรก 288 ต่อ 119 เสียง หลังถกเดือด 3 วันรวด "เท้ง ณัฐพงษ์" ทิ้งทวนจวกจัดงบไม่ช่วยไทย แต่ค้ำอำนาจรัฐบาลสีน้ำเงิน

จากรายงานข่าวการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างฝ่ายค้านและรัฐบาล 

 

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านจากพรรคประชาชน ได้ตั้งข้อสังเกตว่า งบประมาณฉบับนี้ไม่ได้ถูกจัดสรรเพื่อตอบโจทย์วิกฤตหรือลงทุนกับอนาคตของประเทศ ทั้งยังละเลยประชาชนคนตัวเล็กตัวน้อยอย่างสิ้นเชิง แต่กลับพบการจัดสรรเงินจำนวนมากไปยังโครงการของผู้รับเหมาที่มีความสัมพันธ์กับคนในรัฐบาล และองค์กรอิสระที่รัฐบาลหลีกเลี่ยงไม่ยอมแตะต้อง นอกจากนี้ ฝ่ายค้านยังวิจารณ์ว่ารัฐบาลจงใจหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของสภาฯ ด้วยการหันไปใช้เงินจากพระราชกำหนดเงินกู้ 400,000 ล้านบาทแทน เม็ดเงินที่มาจากภาษีประชาชนจึงดูเหมือนไม่ได้ถูกนำไปใช้เพื่อช่วยเหลือประเทศ แต่ถูกนำไปค้ำยันอำนาจทางการเมืองของรัฐบาลสีน้ำเงิน

 

 

​ขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ชี้แจงโต้แย้งโดยยอมรับว่า ประเทศกำลังเผชิญวิกฤตซ้ำซ้อนและสถานการณ์ทางการคลังมีความตึงตัวเป็นอย่างมาก รัฐบาลจึงต้องตั้งเป้าหมายเชิงรุกร่วมกับเอกชนและองค์กรระหว่างประเทศเพื่อพาประเทศไทยติด Top 20 เศรษฐกิจโลกภายใน 4 ปี และผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตมากกว่า 3% 

 

นายเอกนิติ ระบุว่า เมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมา เมื่อราคาน้ำมันแพง และต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันต่างประเทศ ตัวเลขที่เคยเกินดุล กลับขาดดุลถึงเกือบ 500,000 ล้านบาท หากไม่เร่งแก้ไขการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานมาก และยังไม่ทราบว่า สงครามตะวันออกกลางจะจบลงเมื่อใด ก็จะทำให้ค่าครองชีพประชาชนสูงขึ้น บัญชีเงินสะพัด หรือ รายได้เงินตราต่างประเทศกลับมาขาดดุล 

 

 

รัฐบาลจึงตัดสินใจตราพระราชกำหนดกู้เงิน เพื่อแก้วิกฤตปากท้อง และนำ AI ไปสอนผู้ประกอบการให้ใช้ AI คำนวณราคาต้นทุนสินค้า ทำบุญชีอย่างง่าย เพื่อวิเคราะห์รายได้ และนำบัญชีไปกู้เงินภาครัฐ เพื่อแก้เงินกู้นอกระบบได้ ดังนั้น โครงการไทยช่วยไทยพลัส เพื่อช่วยคนไทยตัวเล็กตัวน้อย พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย พร้อมการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ให้ประชาชนใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น

 

นายเอกนิติ ยืนยันว่า ตนตั้งใจผ่าตัดและรักษาโรคงบประมาณขาดดุลเรื้อรังยาวนาน และตนเป็นผู้เสนอแผนยั่งยืนการคลังระยะปานกลาง โดยจะลดการขาดดุลให้ต่ำกว่า 3% ภายในปี 2572 ตามมาตรฐานโลก และในปีนี้ยังมีการเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด โดยได้เริ่มนำร่องลดการขาดดุล จาก 4.4% ของ GDP เหลือ 3.9% ของ GDP จนประเทศไทย ได้รับอันดับความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้น

 

นายเอกนิติ ยอมรับว่า สถานการณ์คลังของประเทศเหนื่อย จึงต้องเน้นวินัยการคลัง และพร้อมผ่าตัดงบประมาณที่ซ้ำซ้อน เพื่อให้เหลืองบลงทุนสำหรับประเทศ

 

โดยงบประมาณปีนี้ ตัดลดงบลงทุน 70,000 ล้าน เพราะต้องการรักษาวินัยการคลัง รายจ่ายประจำจึงเพิ่มขึ้น เพราะแผลเก่าในอดีตที่ไม่เคยเปิดเผย และประเทศไม่สามารถกู้ได้มากกว่านี้ได้ เพราะมิเช่นนั้น อาจเจอวิกฤตการคลัง เป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต และซ้อนวิกฤต ซึ่งประเทศอาจจะพังได้ จึงต้องผ่าตัด และพร้อมรักษาผ่าตัดงบฯ จึงเป็นความตั้งใจของรัฐบาล ซึ่งงบลงทุน ยังมีจากทั้งรัฐสาหกิจ และงบส่วนอื่น ๆ 

 

โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สมารทกริด เพื่อเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจ โดยเปิดให้เอกชนมาร่วมลงทุนในพลังงานสะอาด และสมาร์ทกริด เพื่อยกระดับขีดความสามารถของประเทศ รวมถึงยังมีการลงทุนทรัพยากรน้ำ เพื่อรองรับภัยแล้ง เป็นต้น

 

นายเอกนิติ ย้ำว่า แม้การจัดทำงบครั้งนี้ จะอยู่ภายใต้งบจำกัด แต่รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับประชาชน และผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ โดยงบฉบับนี้ จะเป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน มุ่งสร้างโอกาส ยนกระดับคุณภาพชีวิต และความมั่นคงของประชาชน ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อให้เกิดผลกับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยข้อเสนอ สส.นั้น ตนขอให้กรรมาธิการฯ ที่สภาฯ ได้แต่งตั้งขึ้น นำไปประกอบการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการอย่างรอบคอบยิ่งขึ้น พร้อมเชิญชวน สส.มาร่วมกันพลิกวิกฤต ให้เป็นโอกาส สร้างอนาคตให้คนไทย ให้คนไทยมีความหวังในความเป็นอยู่ และขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศดีขึ้น

 

ทั้งนี้ สำหรับกรรมาธิการฯ 72 คน อาทิ มีนายวีระ ธีระภัทรานนท์ สื่อมวลชน ร่วมเป็นคณะกรรมาธิการฯ ในสัดส่วนคณะรัฐมนตรี

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มติสภาฯ รับหลักการงบฯ 70 

 

เห็นด้วย 288 เสียง

ไม่เห็นด้วย 119 เสียง

งดออกเสียง 86 เสียง 

ไม่ลงคะแนนเสียง 0 เสียง