ข่าว

"หมอวรงค์" แฉยับ "ดีเซลเก๊" หายพันล้านลิตร จี้เชือดโรงกลั่น-คลังน้ำมัน

"หมอวรงค์" แฉยับ "ดีเซลเก๊" หายพันล้านลิตร จี้เชือดโรงกลั่น-คลังน้ำมัน

09 เม.ย. 2569

"หมอวรงค์" ท้า "นายกฯอนุทิน" ตรวจสอบทุจริตดีเซล หลังพบน้ำมันขาดแคลนผิดปกติ ลั่นถ้าไม่ฟังกัน ท่านอยู่ได้ไม่นาน

9 เม.ย. 2569 การแถลงนโยบายของรัฐบาลนายกฯ อนุทิน ช่วงหนึ่ง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ขึ้นกล่าวอภิปรายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันและพลังงาน ซึ่งพูดชัดเจนว่า จะบริหารจัดการสถานการณ์เพื่อบรรเทาผลกระทบประชาชน ตนอยากให้นายกฯ และผู้เกี่ยวข้องกับนโยบายเหล่านี้ ลองศึกษาบทเรียนที่เกิดขึ้นในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ปัญหาที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะดีเซลไม่เพียงแค่แพง แต่ที่สำคัญคือน้ำมันขาดแคลน ซึ่งอันตรายมาก เพราะถ้าบริหารจัดการผิดพลาด มันคือการปล้นน้ำมันของชาติ 


นพ.วรงค์ ระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลมีการเพิ่มน้ำมันทั้งหมด 8 ครั้ง เพิ่มประมาณ 20.60 บาท ราคาน้ำมันปรับจาก 29.94 บาท ไปสู่ 50.54 บาท เพิ่งปรับขึ้นด้วยความรวดเร็ว แต่ล่าสุดเมื่อมีการประชุมของทั้ง กบง. และ กบน. เมื่อวันที่ 7-8 เมษายนที่ผ่านมา คือ ใช้เวลาประมาณ 2 วัน ปรับลดราคาน้ำมัน เฉพาะแค่นี้ก็ไม่มีความเป็นธรรมกับประชาชน ประเด็นที่ตนต้องการจะสื่อ คือ การที่จะจัดการปัญหาน้ำมันขาดแคลน ตั้งข้อสงสัยว่ามีการโกงน้ำมันเกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งต้องรู้จักห่วงโซ่อุปทานของระบบน้ำมันของประเทศ จะสังเกตว่า ในห่วงโซ่อุปทานน้ำมันจะเริ่มจากน้ำมันดิบไปสู่โรงกลั่นและจากโรงกลั่นไปสู่ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่และไปสู่ลูกค้าปลายทาง 

ซึ่งน้ำมันดิบที่ส่งไปโรงกลั่น เราจะได้ดีเซลพื้นฐาน คือ น้ำมันดีเซล 100% และส่วนนี้จะมีการส่งออกไปต่างประเทศ คือ เมียนมาและลาว อีกส่วนส่งไปให้โรงไฟฟ้า รวมทั้งเรือเดินสมุทร หลังจากนั้นน้ำมันนี้จะถูกส่งไปยังผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ 3 เส้นทางคือ เรือ รถ และท่อ จากนั้นผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่หรือผู้ค้าตามมาตรา 7 เช่น ปตท. บางจาก เชลล์ พีที คาลเท็กซ์ ซัสโก้ และอาจมีบริษัทอื่นบ้าง ก็ส่งต่อลูกค้าปลายทาง โดยในส่วนของผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่จะมีการเติมไบโอดีเซล เพื่อเป็นดีเซลหมุนเร็ว หรือ B7 

 


จะเห็นว่า ในห่วงโซ่อุปทาน เรือที่ขนน้ำมันจากโรงกลั่นไปยังสุราษฎร์ธานี น้ำมันหายไป 57 ล้านลิตร มันอยู่ตรงนี้ ระหว่างโรงกลั่นไปหาผู้ค้ารายใหญ่ มันไม่มีใครที่ไหน ถ้ารัฐบาลจริงใจในการปราบปรามจัดการก็ต้องดูว่า โรงกลั่นส่งให้ใครรายใหญ่มีอยู่ไม่กี่รายไม่ต้องไปหาที่อื่นให้ซับซ้อน แค่หาตรงนี้ก็รู้แล้วว่าไอ้โม่งคือใคร


นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า การบริหารจัดการในช่วงเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลทำให้น้ำมันมีปัญหาขาดแคลน รัฐบาลตั้งสมมุติฐานว่าประชาชนตื่นตระหนกและแย่งกันเติมน้ำมัน ทำให้น้ำมันไม่พอ แต่ในช่วงนั้นตนตั้งสมมุติฐานว่า น้ำมันจากคลังจ่ายมาที่ปั๊มมันน้อย ประชาชนไม่มีน้ำมันเติม ประชาชนก็ต้องเอารถไปเข้าแถว ปรากฏว่ารัฐบาลเชื่อสันนิษฐานแรก คือ ประชาชนตื่นตระหนก หาว่าประชาชนกักตุน จึงออกมาตรการแก้ไข 3 ข้อคือ

1.ให้รถน้ำมันวิ่งได้ 24 ชั่วโมง แต่ก็แก้ไม่ได้ เพราะตั้งสมมุติฐานผิด
2.ยกเลิกมาตรการ การเพิ่มการสำรองน้ำมัน สุดท้ายบริษัทน้ำมัน โรงกลั่น หรือคลังน้ำมัน ก็มีน้ำมันเอาไปใช้ต่อเนื่อง โดยที่ประชาชนยังมีปัญหาต่อเนื่องจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 
3.ไปตรวจคลังจ่ายก็ไม่เจออะไร


ทั้งหมดเป็นการตั้งสมมุติฐานผิด ตนไม่อยากเชื่อว่าคนที่รู้จักผู้บริหารบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ คนที่มีครอบครัวเกี่ยวข้องกับผู้บริหารน้ำมัน ไม่เข้าใจปัญหานี้ ตนไปลงพื้นทั้ง กรุงเทพฯ ปทุมธานี พิษณุโลก อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ และโทรศัพท์ไปหลายพื้นที่มาก

 

สรุปตรงกันว่า การที่น้ำมันขาดแคลนเพราะน้ำมันไม่ได้ส่งจากคลังจ่าย หรือ ผู้ค้ารายใหญ่ตามมาตรา 7 ไปยังปั๊มน้ำมัน แทบจะทุกปั๊มน้ำมันบอกตนว่า น้ำมันลดลงประมาณครึ่งหนึ่ง ได้มาไม่ถึงครึ่ง และตนเห็นจากข่าวว่า คลังน้ำมันจ่ายที่สมุทรสาครรถน้ำมันมารอ 4-5 วัน รถจุได้ประมาณ 45,000 ลิตร ได้แค่ 15,000 ลิตร ตนจึงย้ำว่าปัญหาที่เกิดขึ้น เกิดจากคลังจ่าย คือ ผู้ค้ามาตรา 7 หรือ แบรนด์ต่างๆ ไม่มีการจ่ายน้ำมันไปให้รถขนน้ำมัน เมื่อรถขนน้ำมันได้น้ำมันมาน้อย ปั๊มก็ไม่มีน้ำมันบริการประชาชน


ทั้งนี้ ต้องขอบคุณนายกฯ ที่แถลงวันที่ 3 เม.ย. 2569 ว่า ปริมาณน้ำมันปกติแล้วในภาพรวมใช้ 67 ล้านลิตร แล้วทำไมใช้สูงถึง 85 ล้านลิตร มันโผล่มาจากไหนตั้ง 20 ล้านลิตร ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่มันก็โผล่ขึ้นมา ถือว่าท่านสันนิษฐานถูกแล้วแต่ช้าไปหน่อย เพราะมันสร้างความเสียหายให้ประชาชนไปแล้ว และจากนี้ตนจะเจาะลงลึกให้เห็นว่าน้ำมันที่ขาดแคลนมันหายไปไหน โดยตนเก็บข้อมูลรวบรวมจากทีมงาน และข้อมูลที่ได้มาคือปริมาณที่ใช้ส่งไปยังปั๊มน้ำมัน 


โดยข้อมูลวันที่ 23 มี.ค. 2569 ตัวเลข 71.53 ล้านลิตร ส่วนวันที่ 26-31 มี.ค. 2569 โดยเอาตัวฐานเปรียบเทียบคือน้ำมันเฉลี่ยไปยังปั๊ม ตอนเดือน ม.ค. 2569 เพื่อเป็นตัวฐาน เพราะเดือน ม.ค. ตามปั๊มต่างๆบอกว่า ไปขนจากคลังเท่าไหร่ก็ได้ 50,000 ลิตร หรือ 100,000 ลิตรก็ได้ เท่ากับว่า น้ำมันที่สั่งจ่ายเฉลี่ยต่อวัน 51.3 ล้านลิตร ไม่มีปัญหา ประชาชนเดิมได้ตลอด ถามว่าแล้วปริมาณน้ำมันที่โป่งขึ้นมาถึง 70 ล้านลิตร น้ำมันหายไปไหน 


ซึ่งจากข้อมูลประกอบจะเห็นว่าในช่วง 1-3 เม.ย. ปริมาณน้ำมันยังโป่งอยู่ แต่ 5-6 เม.ย. น้ำมันเริ่มติดลบ หมายความว่า การสั่งจ่ายน้ำมันจากคลังจ่ายไปยังรถค้าน้ำมันที่ไปส่งตามปั๊ม เริ่มลดลงตามปกติ ตนเห็นคนของสภาพัฒน์บอกว่า วันนี้ประชาชนประหยัดน้ำมัน แต่ตนขอบอกว่าไม่ใช่ แต่เป็นกระบวนการทุจริตคดโกงน้ำมันของชาติหยุดทำงานแล้ว พร้อมระบุมี 2 สมมติฐานในการคำนวณน้ำมันหาย คือ เอาค่าเฉลี่ยของน้ำมันที่โป่งขึ้นมา น้ำมันหายไปตั้งแต่วันที่ 16- 31 มี.ค. แต่วันที่ 1-4 เม.ย. มีหายไปบ้าง แต่ค่อนข้างเพียงพอในการให้บริการประชาชน ตนเอาตัวเลข 8 วันที่โป่งขึ้นมามาเฉลี่ย สรุปแล้วมันโป่งวันละประมาณ 14.086 ล้านลิตร โดยวันที่ 16-31 มี.ค. เมื่อเฉลี่ยออกมาแล้วน้ำมันส่วนเกินคือ 225.378 ล้านลิตร มันหายไปไหน


ทั้งนี้ ค่าปกติของน้ำมันในเดือน ม.ค. คือ 51.3 ล้านลิตร ส่งไปปั๊มต่างๆ ทุกปั๊มตอบตรงกันว่า มาไม่ถึงครึ่ง ตนจึงตีว่าให้มาซักครึ่งหนึ่ง เท่ากับว่าหายไปครึ่งหนึ่ง เมื่อคำนวณแล้ว 51.3 ล้านลิตร ครึ่งหนึ่งคือ 25.65 ล้านลิตร เท่ากับส่วนนี้หายไปอีกประมาณ 410.4 ล้านลิตร ดังนั้นคาดว่า ช่วง16-31 มี.ค. น้ำมันดีเซลหายไป 635.778 ล้านลิตร 


อีกสมมุติฐาน ซึ่งเป็นตัวแรกของหน่วยงานราชการ คือ ปริมาณน้ำมันเฉลี่ยของเดือน มี.ค. ต่อวัน คือ 78.213 ล้านลิตร แต่เดือน ม.ค. ใช้ 67.979 ล้านลิตร ซึ่งนายกฯ และทุกคนพูด สังเกตว่าจะมีส่วนต่างอยู่ 10.234 ล้านลิตร เมื่อคำนวณน้ำมันส่วนเกินทั้งเดือน มี.ค. คือ 317.254 ล้านลิตร แล้วมาบวกกับน้ำมันที่ไม่ส่งไปตามปั๊มอีกครึ่งหนึ่ง คือ 410.4 ล้านลิตร ถ้าใช้สูตรนี้คำนวณ สรุปน้ำมันจะหายไป 727.654 ล้านลิตร ดังนั้นในภาพรวมช่วง 16-31 มี.ค. น้ำมันดีเซลหายไประหว่าง 635.778 - 727.654 ล้านลิตร ไปอยู่ที่ไหน 


นี่คือการโกงและทุจริตเกิดขึ้นในกระบวนการน้ำมัน มันเป็นไปไม่ได้ที่คนดูแลระบบน้ำมันของประเทศ และไม่รู้เรื่องแล้วปล่อยให้มีการทุจริตโกงชาติบ้านเมือง สร้างความทุกข์ยากให้ประชาชน ตนจำได้ว่าเคยอภิปรายโครงการจำนำข้าวจีทูจี ซึ่งเมื่อไม่ส่งไปประเทศจีน ก็เรียกจีทูจีเก๊ วันนี้น้ำมันจากคลังต่างๆ ไม่ส่งไปยังปั๊มน้ำมัน ก็ถือว่า "น้ำมันดีเซลเก๊" ที่รัฐบาลต้องไปตรวจสอบและชี้แจงกับประชาชน


ส่วนน้ำมันเบนซินไม่ค่อยมีผลกระทบ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือปัญหาดีเซล ก็อยากจะฝากไปถึงนายกฯ และผู้เกี่ยวข้องว่า แค่เริ่มต้นเราก็สงสัยแล้ว มีการทุจริตเกิดขึ้นหรือไม่ ไอ้โม่งไม่ต้องไปหาที่ไหน ไม่ว่าจะอยู่แถวโรงกลั่นหรือคลังจ่ายให้ไปตามตรงนี้ ไม่ต้องไปหาที่อื่น และสุดท้ายในนโยบายข้อ 23 ของนายกฯ คือการปราบปรามการทุจริต ท่านพูดชัดเจนว่า "พูดแล้วทำ" และเคยพูดว่าผู้ช่วย สส. 8 คนมากเกินไป แล้วทำไมท่านไม่ทำ แต่ตนทำแล้ว อยากให้นายกฯ เป็นผู้นำได้หรือไม่ เชื่อว่าจะประหยัดงบประมาณในภาพรวมอย่างน้อยปีละ 700-800 ล้านบาท ในการช่วยเหลือประชาชน

 

"วันนี้น้ำมันแพง ทุกอย่างแพง สร้างความอึดอัดใจให้กับประชาชน วันนี้ประชาชนโกรธเคือง และยิ่งถ้าฟังปัญหาน้ำมันที่มีการทุจริต มีน้ำมันเก๊เกิดขึ้น ก่อนที่รัฐบาลจะแถลงนโยบาย ประชาชนโกรธเคือง และสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าจะผ่อนหนักให้เป็นเบาสำหรับนายกฯ คือท่านเป็นผู้นำในการตัดสิทธิประโยชน์พวกเรา ยกเลิกบำนาญ สส. สว. เชื่อว่าเงินเหล่านี้จะมาช่วยจุนเจือเยียวยาประชาชนได้ และฝากถึงนายกฯ ว่า ผมหวังดี อะไรที่เป็นประโยชน์กับประชาชน ผมตรงไปตรงมา ท่านทำดีผมก็ชม อันไหนไม่ดีอย่างเรื่องน้ำมันก็พูดตรงไปตรงมาว่า มีการโกงเกิดขึ้น ก็ต้องรีบดำเนินการ อะไรที่ผมแนะนำแล้วท่านฟัง ผมเชื่อว่าท่านจะอยู่ได้ 4 ปี  แต่ถ้าอะไรที่ผมแนะนำ ท่านไม่ใส่ใจ ไม่แยแส เชื่อว่ารัฐบาลอาจจะอยู่ได้ไม่นาน" นพ.วรงค์ กล่าวทิ้งท้าย