ข่าว

"บิ๊กเล็ก" เปิดใจอำลา รมว.กลาโหม ฝาก "บิ๊กดุลย์" สานต่อขึ้นเงินเดือนจ่า-นายสิบ

"บิ๊กเล็ก" เปิดใจอำลา รมว.กลาโหม ฝาก "บิ๊กดุลย์" สานต่อขึ้นเงินเดือนจ่า-นายสิบ

03 เม.ย. 2569

“บิ๊กเล็ก” ทิ้งทวน รมว.กลาโหม เปิดเบื้องลึกศึกไทย-กัมพูชา ยอมรับต้องนิ่งสู้ “ทัวร์ลง” ข้อมูลความมั่นคงพูดไม่ได้ พร้อมส่งไม้ต่อ "พลโทอดุลย์" สานต่อสวัสดิการเงินเดือนจ่านายสิบ

3 เม.ย. 2569 พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงฯและร่วมพิธีมุทิตาจิต อำลาตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยมี พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนใหม่  พลเอก ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหม ร่วมพิธีและมอบดอกกุหลาบอำลา
 

พลเอกณัฐพล กล่าวขอบคุณสื่อมวลชนที่พยายามเข้าใจการทำงานของตน ซึ่งการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-ธันวาคม 2568 ได้รับคำแนะนำจากผู้หลักผู้ใหญ่ว่า ไม่ต้องพูดอะไรมาก ตนจึงตอบกลับไปว่า ถ้าตนเองไม่พูดอีกคน ก็ไม่มีใครกล้าพูดแล้ว

 

นอกจากนี้ยังเล่าว่า ชาวบ้านที่เดือดร้อน สมาคมเกษตรกร และอุตสาหกรรมต่างๆ โทรมาขอความช่วยเหลือ อยากให้ผ่อนคลายมาตรการบ้าง เพราะได้รับความเดือดร้อน  ตนจึงบอกกลับไปว่าอยากให้พูดออกสื่อว่าได้รับความเดือดร้อนอย่างไร แต่พวกเขาก็ไม่กล้าพูดเพราะกลัวทัวร์ลง  “ผมได้บอกไปว่า ก็เห็นอยู่แล้วว่า ตอนนี้ผมก็ทัวร์ลง ถ้ายิ่งไปทำอีก คนก็ไม่เข้าใจ จึงอยากให้ผู้เดือดร้อนเป็นคนพูดก่อน แต่สุดท้ายเขาก็ไม่กล้าพูด”

 

"บิ๊กเล็ก" เปิดใจอำลา รมว.กลาโหม ฝาก "บิ๊กดุลย์" สานต่อขึ้นเงินเดือนจ่า-นายสิบ

พลเอกณัฐพล กล่าวต่อว่า สงครามในตะวันออกกลาง ทำให้เห็นว่าปัจจุบันสังคมโลกเป็นแบบนี้ไปแล้ว คือใช้กำลังตัดสินปัญหา เพราะฉะนั้นประเทศไทยก็คงไปแนวนั้น ดังนั้นเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ไม่ได้รู้สึกน้อยใจ 

 

"ทุกคนก็ถามผมว่า ทำไมโดนด่าขนาดนี้แล้วยังทำหน้าตาสดชื่นได้ ก็เพราะผมเข้าใจ และได้บอกกับสื่อตลอดเวลา ว่าการที่ประชาชนหรือสื่อบางสำนักไม่เข้าใจ เพราะเราพูดไม่หมด เนื่องจากบางอย่างพูดไม่ได้ พูดแล้วจะเกิดความเสียหายต่อบ้านเมือง กองทัพ และทำให้ฝ่ายกัมพูชารู้วิธีคิดของเรา เพราะฉะนั้นเราก็ต้องโดนด่า และถ้าไม่อยากโดนด่าก็ต้องพูด แต่เมื่อมันพูดไม่ได้ก็สมควรโดนด่า และยอมรับการถูกด่าด้วยความเข้าใจ ดังนั้นก็ต้องรอเวลา เมื่อจบภารกิจก็หมดหน้าที่ไป"

 

พลเอก ณัฐพล กล่าวอีกว่า ตนไม่มีอะไรฝากถึงรัฐมนตรีคนใหม่ รวมไปถึงน้องๆ ในกองทัพกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะรัฐมนตรีคนใหม่มีความสามารถ ซึ่ง พลโท อดุลย์ เติบโตมาจนเป็นผู้บังคับหน่วยรบ จนมาเป็นแม่ทัพ ส่วนตัวมองว่าอาจเป็นแนวทางที่สังคมพอใจ และเป็นแนวทางที่ดี  ต่อไปกระทรวงกลาโหมอาจรุ่งเรืองขึ้นไป เป็นที่พอใจของประชาชน ส่วนตันแม้จะไม่ได้มาจากหน่วยรบ แต่มาจากกรมยุทธการทหารบก ถึง 19 ปี จนขึ้นเป็นเจ้ากรม วิธีคิดของตนก็คิดแบบยุทธการ มองภาพรวม ไม่ได้คิดแบบวิชาการล้วนๆ แต่วิธีคิดที่ดีที่สุดของตนคือ “ชนะโดยไม่ต้องรบ แต่เมื่อรบต้องชนะ“ ซึ่งจากเหตุการณ์ปะทะทั้ง 2 รอบที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า ก่อนการปะทะตนได้ไปพูดคุยกับ พลเอก เตีย เซ็ยฮา รองนายกรฯ  และ รมว.กลาโหมกัมพูชา ขอให้ถอนกำลังออกไป เพราะเราไม่อยากรบ หรือเอาเลือดเนื้อใครมาเสีย เพราะมองว่าใช้วิธีอื่นตัดสินได้ แต่เมื่อเขาไม่ถอนกำลัง เราก็ต้องเตรียมตัว และพร้อมรบ

"การปะทะครั้งที่ 1 ผมมองว่าความพร้อมของเรายังไม่เต็มที่ จึงบอกกับทางกองทัพบกว่าเอาแค่นี้ก่อน แล้วกลับมาเตรียมความพร้อมให้พร้อม พอมาถึงการปะทะรอบที่ 2 ก็มั่นใจว่าพร้อม จึงปล่อยยาว จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งก็พอแล้ว ซึ่งในทางทหารการที่หน่วยเหนือมอบภารกิจไปว่าให้ยึดที่หมาย 1-2-3 ถ้าหน่วยรองยึดที่หมาย 1-2-3 ได้ ก็ถือว่าจบแล้ว แต่บางครั้งหน่วยรองบอกว่า ที่หมาย 4 และ 5 ก็น่าจะเอาด้วย ซึ่งหน่วยเหนือบอกว่า พอแล้ว แค่นี้ก็ถือว่าจบภารกิจแล้ว นี่คือในทางการทหาร จึงอยากให้สื่อเข้าใจ"

 

ส่วนตอนนี้ยังมีสถานการณ์อะไรที่เป็นห่วงหรือไม่ พลเอก ณัฐพล กล่าวว่า ไม่ห่วงเลย  โดยเฉพาะเหตุการณ์ชายแดน แต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่ทำไว้ใกล้จะเสร็จแล้ว คือการเพิ่มเงินค่าตอบแทนให้จ่ากองร้อย จ่ากองพัน และจ่ากรม เนื่องจากมีการยุบสภาพอดี จึงไปต่อไม่ได้ เพราะหากอนุมัติให้ค่าตอบแทนจะผูกพันกับรัฐบาลใหม่ จึงขอชะลอไว้ก่อน ซึ่งทางพลโท อดุลย์ ก็น่าเห็นพ้องด้วยกับแนวทางนี้ ซึ่งเป็นการดูแลกำลังพลชั้นผู้น้อย โดยนายสิบ และจ่า ถือเป็นกระดูกสันหลังของกองทัพ เราจึงพิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งใช้เงินไม่มาก แต่เป็นการดูแลด้านขวัญกำลังใจ โดยเรื่องในระดับกระทรวงกลาโหมจบแล้ว และส่งเรื่องไปที่กระทรวงการคลัง แต่เนื่องจากจะผูกพันกับ ครม.ชุดใหม่ จึงขอให้เป็นการตัดสินใจของ ครม.ใหม่ แต่ตนมั่นใจว่า พลโท อดุลย์ จะเห็นด้วย เพราะเป็นนักเรียนนายสิบเก่า ก็จะเข้าใจหัวอกนายสิบ และทหารชั้นประทวน 

 

"บิ๊กเล็ก" เปิดใจอำลา รมว.กลาโหม ฝาก "บิ๊กดุลย์" สานต่อขึ้นเงินเดือนจ่า-นายสิบ

 

พลเอก ณัฐพล ยังกล่าวอีกว่า การสู้รบที่ผ่านมา ทหารที่เสียชีวิตก็เป็นนายสิบ และจ่า ตนจึงสะท้อนใจ เพราะไม่อยากให้เกิดการสูญเสีย พร้อมยกตัวอย่างกรณีสหรัฐอเมริกาเปิดปฏิบัติการในเวเนซุเอลา แต่ไม่มีการสูญเสียเลย หมายความว่าอำนาจการรบเหนือกว่ากันมาก แต่ของไทยการสู้รบทั้ง 2 ครั้ง กำลังพลเสียชีวิตไปทั้งหมด 42 นาย ทำให้รู้สึกเสียใจ แต่ถือว่าภารกิจประสบความสำเร็จ

 

"ทหารถ้าถึงเวลาต้องรบ จะไม่คิดถึงเรื่องการสูญเสีย แต่สิ่งที่ผมคิดก่อนเสมอคือ ถ้าไม่รบได้จะดีที่สุด และไม่สูญเสียได้จะดีที่สุด แต่ถ้าถึงคราวรบ เราจะไม่คิดเรื่องนั้นแล้ว เพราะทุกคนที่เป็นทหารต้องสละชีพเพื่อชาติ"

 

พลเอก ณัฐพล ยังกล่าวช่วงท้ายว่า ขอบคุณสื่อมวลชน ซึ่งตนได้ยึดถือแนวทางความถูกต้อง ในการแก้ไขปัญหา ใช้สติปัญญา ส่วนการใช้กำลังจะเป็นเรื่องสุดท้าย เพราะหลักการดีที่สุดคือ "ชนะโดยไม่ต้องรบ แต่เมื่อรบต้องชนะ"

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่ พลเอก ณัฐพล อำลาตำแหน่งกับสื่อมวลชนสายทหาร พลโท อดุลย์ ได้เข้ามาพูดคุยและอำลา พร้อมคุยกันในลักษณะฝากสานต่องานที่ทำอยู่ โดย พลเอก ณัฐพล ได้ฝากดูแลกำลังพลชั้นผู้น้อย ที่ตอนนี้อาจเข้าใจว่าผู้บังคับบัญชาไม่ให้ความใส่ใจ แต่จริงๆ แล้วตลอดระยะเวลาที่อยู่ในกระทรวงกลาโหม ให้ความใส่ใจมาตลอด ตั้งแต่ตอนเป็นเลขานุการรัฐมนตรี แต่ตอนนี้ไม่ได้อยู่ดูความสำเร็จแล้ว จึงฝากสานต่อด้วย

 

หลังจากพูดจบ พลเอก ณัฐพล ได้สวมกอด พลโท อุดุลย์ ก่อนที่ พลเอก ณัฐพล พูดปิดท้ายด้วยประโยคว่า “พลโท อดุลย์ มาอยู่ในระดับผู้บริหารแล้ว จะรู้ว่าประเทศไทยมีอะไรที่ต้องแก้ปัญหาอีกเยอะ”