
รมว.ยธ. มอบดีเอสไอ ฟัน 6 คลังน้ำมัน จ.สุราษฎร์ฯ หลังพบกักตุน 57 ล้านลิตร
รมว.ยธ. มอบดีเอสไอ เอาผิด 6 คลังน้ำมัน จ.สุราษฎร์ธานี หลังพบกักตุน 57 ล้านลิตร ยืนยัน โรงกลั่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
3 เม.ย. 2569 พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยถึงกรณีขบวนการกักุนน้ำมัน โดยระบุว่า การดำเนินการจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือการดำเนินจากปลายทาง ตั้งแต่สถานีบริการน้ำมัน โดยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการปกครองเข้าตรวจสอบต่อเนื่องจนถึงต้นทางคือคลังน้ำมัน อีกทางหนึ่งได้มอบให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ ทำการตรวจสอบตั้งแต่ต้นทางคือโรงกลั่นมายังคลังน้ำมัน
และเมื่อนำข้อมูลมาชนกัน พบการกระทำความผิดหลายพื้นที่ เช่นในพื้นที่ อ่างทองและนครสวรรค์ นอกจากนี้ยังพบโอกาสกักตุนของผู้ค้ามาตรา 7 และ มาตรา 10 พร้อมยกตัวอย่าง กรณีที่ จังหวัดสุราษฎร์ธานีนั้น จากการตรวจสอบตั้งแต่ต้นทาง พบว่ามีเรือขนส่งน้ำมัน ออกจากคลังน้ำมัน เดินทางไปที่คลังน้ำมัน 6 แห่ง ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวนทั้งสิ้น 96 เที่ยว และมีน้ำมันออกจากคลังน้ำมัน 217 ล้านลิตร โดยพบว่ามีน้ำมันที่ถึงปลายทางทั้งสิ้น 160 ล้าน ลิตร ซึ่งหายไป 57 ล้านลิตร
โดยยืนยันว่า สิ่งเหล่านี้เป็นหลักการทางวิทยาศาสตร์สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งจะให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ รับเป็นคดีพิเศษ และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ส่วนในเรื่องการป้องกันและปราบปรามการกักตุน หลังจากนี้จะมีการตั้งวอร์รูมขึ้นมาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อรายงานข้อมูลปริมาณน้ำมันทุกระบบ ตั้งแต่กรมศุลกากรนำเข้า ว่าน้ำมันดิบมีปริมาณเท่าไหร่
เมื่อถามว่าจากการตรวจสอบขณะโรงกลั่นไม่เกี่ยวกับ ขบวนการกักตุนใช่หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล ระบุว่าได้ทำการตรวจสอบทั้งระบบเอกสาร และไปพิสูจน์ทราบ ในโรงกลั่นแล้วพบว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง กับการกักตุนน้ำมัน ซึ่งพบว่ามีน้ำมันคงถังแค่ในปริมาณที่ไม่สามารถดึงขึ้นมาจำหน่ายได้
เมื่อถามว่าน้ำมันที่พบว่ามีเส้นทางการเดินทางที่ ผิดปกติสามารถยึดไว้ก่อนได้หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ตรวจสอบพบว่าน้ำมันอยู่ที่คลังแล้ว ยังไม่สามารถยึดได้เนื่องจากยังทราบว่าเป็นการกระทำผิดอย่างไร นอกจากส่วนที่ได้ดำเนินคดี อย่างในจังหวัดอ่างทอง อำเภอแม่สอด และนครสวรรค์
ด้าน พันตำรวจตรียุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดี หรือ ดีเอสไอ กล่าวว่า การกระทำความผิดมีหลายลักษณะ กรณีน้ำมันหาย กลางทะเล และการลักลอบส่งออกน้ำมัน อาจจะต้องใช้เวลาตรวจสอบ ทั้งนี้สิ่งที่พบมูลความผิด คือ เรื่องการกักตุนน้ำมัน โดยกฎหมายได้กำหนดไว้ชัดเจนว่าห้ามผู้ประกอบการปฏิเสธการจำหน่าย หรือ ชะลอเวลาการจำหน่ายน้ำมัน แม้แต่ประวิงเวลาการขนส่ง อย่างการเดินทางขนส่งปกติ 2 วัน เพิ่มเป็น 5 วัน ถือว่าเป็นการประวิงเวลาส่งมอบสินค้า ทำให้กระทบกับความสงบเรียบร้อยและระบบเศรษฐกิจการคลัง
อย่างไรก็ตามส่วนอื่นก็จะขยายผลว่าในการทำผิดทุกเรื่อง แต่ประเด็นที่รับเป็นคดีพิเศษ โดยยึดจากพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ซึ่งจะขยายผลต่อไป และ เมื่อรับเป็นคดีพิเศษแล้วจะสามารถตั้งหน่วยงานต่างๆ เข้ามาร่วมสอบสวนในคดีพิเศษ ซึ่งจะร่วมบูรณาการกันอย่างเต็มที่



