ข่าว

มติเอกฉันท์ สส. ซื้อข้าวกินเอง หลังทุกพรรคเห็นพ้อง เริ่มหลังสงกรานต์

มติเอกฉันท์ สส. ซื้อข้าวกินเอง หลังทุกพรรคเห็นพ้อง เริ่มหลังสงกรานต์

30 มี.ค. 2569

"โสภณ" เผย ที่ประชุมร่วมหัวหน้าพรรคการเมือง มีมติเอกฉันท์ ให้ สส. ซื้อข้าวกินเอง คิกออฟหลังสงกรานต์ โยน กมธ.กิจการสภาฯ ศึกษาทบทวนบำนาญ สส.

30 มี.ค. 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยผลการประชุมร่วมกับหัวหน้าพรรคการเมือง และผู้แทนพรรคการเมือง ที่มี สส.ในสภาผู้แทนราษฎร มาหารือถึงการทบทวนสวัสดิการของ สส.ว่า ที่ประชุมมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ ให้ สส.จ่ายเงินซื้ออาหารกินเอง แต่ฝ่ายสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จะช่วยอำนวยความสะดวก จัดอาหารมาขายให้ สส. ตั้งแต่ช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ เป็นต้นไป 


พร้อมยืนยันว่า การยกเลิกอาหารเลี้ยง สส.นั้น จะไม่กระทบกับสัญญาใด ๆ เพราะไม่ได้มีการทำสัญญาล่วงหน้า และงบประมาณที่เตรียมไว้สำหรับการจัดเลี้ยง สส.ก็จะส่งคืนคลัง เพื่อเป็นงบประมาณแผ่นดินต่อไป
 

ส่วนที่เกิดปัญหาก่อนหน้านี้ สส.ไปซื้ออาหารเอง และอาหารเดิมที่เตรียมไว้ให้ สส.เหลือนั้น นายโสภณ ระบุว่า เรื่องดังกล่าวสังคมอาจเกิดความเข้าใจผิด เพราะตนให้สั่งให้สภาฯ จัดเตรียมอาหารไว้สำหรับ สส.จำนวน 200-300 คนเท่านั้น ไม่ได้เต็มจำนวน 500 คน ซึ่งสามารถประหยัดค่าอาหาร สส.ได้วันละ 200,000 บาท
 

ส่วนเรื่อง ผู้ช่วย สส. และผู้เชี่ยวชาญประจำ สส.นั้น นายโสภณ ระบุว่า เรื่องดังกล่าวมีระเบียบของรัฐสภาว่าด้วย เรื่องผู้ช่วย สส. และผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สส.เกิดจากคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภา หรือ ก.ร.ดังนั้น ตนจึงให้นำเรื่องดังกล่าวนี้ เข้าสู่การประชุมของคณะกรรมการ ก.ร.ในวันที่ 23 เมษายนนี้ด้วย และในวันที่ 28 เมษายน ตนจะนัดประชุม เพื่อติดตามความคืบหน้าอีกครั้ง
 

ส่วนเงินทองทุนผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา หรือ เบี้ยยังชีพนั้น นายโสภณ เห็นว่า ที่ประชุมเห็นว่า เงินบำนาญดังกล่าว มีรายละเอียดที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2556 และยังระเบียบฯ ประกอบที่คณะกรรมาธิการสามัญกิจการสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาไว้
 

ดังนั้น ที่ประชุมฯ จึงเห็นว่า หลังจากที่มีคณะกรรมาธิการสามัญกิจการสภาผู้แทนราษฎรแล้ว จะมอบหมายให้คณะกรรมาธิการฯ ดังกล่าว ไปศึกษาพิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์ต่อไป ซึ่งที่ผ่านมาเงินกองทุน ก็มีการหักเงิน สส.เช่นกัน ใช้เงินรัฐบาลส่วนหนึ่งมาสมทบ 

นายโสภณ ยังเปิดเผยอีกว่า ที่ประชุมฯ ยังได้มีการหารือถึงการปรับปรุงรายละเอียดต่าง ๆ ของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อความสงบเงียบร้อย และความสง่างามของสภา ซึ่งข้อบังคับใดที่ล้าสมัย ปฏิบัติไม่ได้จริง จึงได้ขอให้แต่ละพรรคการเมืองไปพิจารณา ทั้งการปฏิบัติตนในสภา และการแต่งกาย ซึ่งก่อนหน้านี้ ตนได้ใช้อำนาจประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกระเบียบในยุคการประหยัดพลังงานให้ สส.ไม่ต้องสวมสูท หรือสามารถสวมชุดไทยเข้าร่วมการประชุมได้
 

เช่นเดียวกับการทำงานของสภาผู้แทนราษฎร ในการรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจาก สส.ซึ่งจะเพิ่มช่องทางการหารือเป็นลายลักษณ์อักษรถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยประธานสภาฯ จะแจ้งให้ประชุมทราบว่า ในสัปดาห์นั้น มีจำนวนกี่เรื่อง และเรื่องอะไรบ้าง แต่ยังคงมีการหารือด้วยวาจา แต่อาจมีการปรับเวลาให้เหมาะสมยิ่งขึ้น รวมถึงการเสนอญัตติของ สส.ที่เมื่อมีสภาใหม่ สส.ก็จะมีญัตติเก่า ๆ 


ดังนั้น ที่ประชุมฯ จึงเห็นว่า จะไม่มีการปิดกั้นการเสนอญัตติ แม้จะเคยมีการเสนอไปแล้ว ศึกษาไม่ปิดกั้น แต่ขอให้นำรายงานเก่า ๆ มาปรับปรุงให้ทันเหตุการณ์ด้วย เพื่อประหยัดเวลา และลดญัตติซ้ำซาก 


นายโสภณ ยังย้ำว่า สภายุคนี้ จะเห็นการเปลี่ยนแปลงการทำงานของ สส.และหลังจากนี้ ตนจะไปหารือกับรองประธานสภาผู้แทนราษฎรอีก 2 คน ซึ่งอาจมีแนวทางในการเลื่อนเวลาการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรให้เร็วขึ้น และการทำงานต่อไปจากนี้ จะใช้เวทีปรึกษาหารือในรูปแบบวิป และให้แต่ละฝ่าย ทั้งรัฐบาล และฝ่ายค้าน ไปหารือ และให้ สส.เคารพการหารือ และมติของวิปด้วย เพื่อไม่ให้สภาเป็นที่เบื่อหน่ายของประชน