
อดีตวินิจฉัย กกต. เรียกสติด้อมการเมือง ไขปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง
"อ.คมสัน" ออกโร'สยบดราม่า บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง กางกฎหมายเทียบเคียงรหัสสมุดบัญชี ชี้บาร์โค้ดคือ "เกราะป้องกันทุจริต" ใช้คัดกรองบัตรปลอม คนทั่วไปเข้าถึงข้อมูลไม่ได้
13 ก.พ. 2569 นายคมสันต์ โพธิ์คง นักวิชาการอิสระและอดีตผู้อำนวยการฝ่ายวินิจฉัย1 ด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย ยุค กกต.ชุดแรก โพสต์ข้อความให้ความเห็น ในหัวข้อ บาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง ละเมิดหลักการเลือกตั้งโดยลับจริงหรือ ?
ได้พบข่าวดรามาเรื่องบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งทำให้สามารถรู้ได้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนอะไร โดยมีนักบล็อกเชนถอดรหัสเลขบัตรเลือกตั้งอาจสืบย้อนถึงต้นขั้วได้ง่ายๆ โดยบอกว่าทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ เป็นการละเมิดสิทธิของผู้มีสิทธิเลือกตั้งจามรัฐธรรมนูญ ขัดต่อการเลือกตั้งโดยลับ และบรรดาสื่อมวลชนก็ช่วยปั่นข่าวกันยกใหญ่
การปั่นกระแสดังกล่าวมีทั้งนักคณิตศาสตร์ นักเทคโนโลยีสารสนเทศ และนักการเมืองช่วยกันปั่น จนมีคนทนไม่ไหวมาถามผมว่า ขัดต่อหลักการดังกล่าวจริงมั๊ยในแง่ของกฎหมาย ผมเลยบอกท่านนั้นว่า หากเปรียบเทียบกับหลักการเรื่องข้อมูลเงินฝากในธนาคาร ที่ท่านมีเงินมากมายหลายบาทที่จะล่อใจมิจฉาชีพให้การะทำการอันไม่ชอบด้วยกฎหมายเอาเงินของท่านไป ท่านก็คงเลือกวิธีการป้องกันรักษาเงินนั้นด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ใส่ตุ่มฝังดินหรือเปลี่ยนเป็นสิ่งมีค่าต่างๆ เก็บไว้ แต่ก็ยังไม่รอดมือมิจฉาชีพไปได้ วิธีที่ป้องกันรักษาเงินนั้นจากมิจฉาชีพที่ดีในขณะนี้ก็คือ นำเงินไปฝากไว้กับธนาคาร ซึ่งธนาคารจะออกสมุดบัญชีที่มีรหัสเลขบัญชี และมีแถบแม่เหล็กหรือบาร์โคดไว้สำหรับเจ้าหน้าที่ธนาคารตรวจสอบว่าเป็นบัญชีของท่านจริงหรือไม่
ซึ่งหมายความว่าเจ้าหน้าที่ของธนาคารสามารถล่วงรู้ข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าธนาคารที่ธนาคารต้องเก็บไว้เป็น “ความลับ” ได้ เพราะหากไม่มีระบบการตรวจสอบ “ความลับ” แล้ว พนักงานธนาคารจะทราบได้อย่างไรว่าท่านเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากดังกล่าวจริงมีเงินในบัญชีจริงหรือไม่ ลองคิดกลับไปอีกทางหนึ่งว่าไม่ต้องมีอะไรที่ระบุตัวตนในสมุดบัญชีเลย พนักงานธนาคารจะรู้ได้อย่างไรว่าท่านเป็นเจ้าของบัญชีจริงหรือไม่ จึงเป็นความจำเป็นที่ธนาคารต้องมีระบบการตรวจสอบตัวตนหลายวิธี แต่ทุกวิธีเป็นการ “เปิดเผยความลับ” ที่เป็นข้อมูลส่วนบุคคลของท่านทั้งสิ้น
ผมเป็นคนหนึ่งที่กำหนดตัวเองว่า จะเป็นผู้ตรวจสอบคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) และ กกต.ยุคนี้ ผมเองเห็นว่ามีการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย สมควรได้รับโทษทัณฑ์ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๖๙ แต่ดรามาในครั้งนี้คงต้องเขียนบทความทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการเลือกตั้งโดยลับ ซึ่งหากดูเจตนาที่มีการสร้างดรามาและโวยวายในครั้งนี้เพียงเพื่อที่ประสงค์จะให้การเลือกตั้งครั้งนี้เสียไปทั้งหมด(เพราะพรรคส้มแพ้พรรคน้ำเงินหรือไม่ ไม่ยืนยัน) จะได้มีการเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ โดยอาศัยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ ๙/ ๒๕๔๙ ลงวันที่ ๘พฤษภาคม ๒๕๔๙
ซึ่งผมเห็นว่าการสร้างดรามาดังกล่าวเป็นการบิดเบือนที่ไม่ตรงกับหลักการเลือกตั้งโดยลับที่แท้จริง แต่ที่ กกต.ออกมาชี้แจงแล้วไม่มีคนเชื่อเพราะการล้มละลายในความน่าเชื่อถือของตัวกกต.ละสำนักงาน กกต.
“หลักการเลือกตั้งโดยลับ” เป็นหลักการสำคัญหลักการหนึ่งของหลักการเลือกตั้งสากล ซึ่งหลายตำราประกอบด้วย หลักการเลือกตั้งโดยทั่วไป หลักการเลือกตั้งโดยตรง หลักการเลือกตั้งโดยเสมอภาค หลักการเลือกตั้งตามกำหนดเวลา หลักการเลือกตั้งโดยแท้จริงหรือหลักอิสระแห่งการเลือกตั้ง และหลักการเลือกตั้งโดยลับ ซึ่งในรัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๘๕กำหนดหลักการเลือกตั้งโดยตรงละหลักการเลือกตั้งโดยลับดังกล่าวไว้
“หลักการเลือกตั้งโดยลับ” มีการอธิบายในระบบ AI ได้อธิบายไว้ว่า เป็นหลักการของการทำเครื่องหมายในคูหาโดยไม่มีใครเห็น เพื่อป้องกันการแทรกแซงและรับรองความอิสระในการตัดสินใจ ซึ่งหากพิจารณาตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ ๘/๒๕๔๙ ก็จะพบคำวินิจฉัยในส่วนที่เกี่ยวกับหลักการเลือกตั้งโดยลับไว้ว่า “...รูปแบบการจัดคูหาเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๙ นั้น ทําให้การลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งอยู่่ในระยะห่างที่กรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง อันมีผู้แทนพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นหรือที่ส่งสมัครแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการเลือกตั้งร่วมเป็นกรรมการอยู่ด้วย และอยู่ในวิสัยที่สามารถมองเห็นการลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ การจัดคูหารูปแบบใหม่นี้จึงมีผลทำให้การลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดังกล่าวไม่เป็นการลงคะแนนโดยลับตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๔ วรรคสามบัญญัติไว้...” และนำไปสู่การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนั้นต้องเสียไปทั้งหมด
จากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๘/๒๕๔๙ดังกล่าว มีหลักการในการวินิจฉัยที่น่าสนใจของ การเปิดเผยการลงคะแนนเลือกตั้งที่กระทบกับ “หลักการเลือกตั้งโดยลับ” นั้นมีประเด็นสำคัญคือ
1. มีการจัดรูปแบบคูหาใหม่ให้หันคูหาออก(ไม่มีอะไรบังด้านหลังคูหา)
2. กรรมการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กปน.และ กขต.) ซึ่งมีผู้แทนพรรคการเมืองร่วมอยู่ด้วย ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการเลือกตั้งสามารถมองเห็นการลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้
3. มีการเปลี่ยนรูปแบบบัตรลงคะแนน นำช่อง ไม่ประสงค์จะลงคะแนน ไปไว้ด้านล่างของบัตร(มีการรณรงค์ให้โหวตโน)
ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ประเด็นหลักการเลือกตั้งโดยลับถูกจุดขึ้นมาใหม่ ซึ่งผู้ปั่นกระแสได้อธิบายว่า การมีบาร์โค้ดสามารถยืนยันตัวตนและการลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้นั้นก็เป็นความจริงบางส่วน แต่ที่อธิบายกันมาจะตรงกับความเป็นจริงหรือไม่ก็ต้องพิจารณากันดู
ในความเป็นจริงบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดไม่ใช่เรื่องใหม่ มีกำหนดเรื่องนี้มาตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2562 แล้ว ตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ก็กำหนดหลักการไว้ในข้อ 116 และใช้มาในการเลือกตั้งมาแล้วในปี พ.ศ. 2562 และในปี พ.ศ. 2566 มีเล่มที่....... เลขที่บัตร...... ลำดับที่......... ที่ “ต้นขั้ว” เหมือนกับบัตรเลือกตั้ง ปี พ.ศ. 2569 ทุกประการเพียงแต่จะมีบาร์โค้ดที่ด้านล่างเพิ่มขึ้นหรือไม่เท่านั้น เมื่อฉีกบัตรให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งแล้วจะไม่มีข้อมูล “ต้นขั้ว” ติดไปด้วย
ซึ่งหากพิจารณาบัตรเลือกตั้งแล้ว บุคคลทั่วไปจะไม่สามารถรู้ได้ว่าบัตรเลือกตั้งดังกล่าวเป็นบัตรของบุคคลใด ถึงแม้จะสแกนบัตรโคตใต้บัตรได้ ก็มีประเด็นว่าระบบของการตรวจสอบที่ กกต.สร้างขึ้นนั้น ใครสามารถเปิดได้บ้าง(ขึ้นกับระบบหรือโปรแกรมที่รองรับ บุคคลทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้) ซึ่งเป็นกรณีของเจ้าพนักงานการเลือกตั้งหรือคณะกรรมการการเลือกตั้งสามารถเข้าถึงได้เท่านั้น แล้วเครื่องหมายมีไว้เพื่ออะไร ก็เพื่อใช้ในตรวจสอบในการนับคะแนนใหม่ที่มีผู้ร้องหรือ กกต.เห็นสมควรว่ามีการทุจริตการเลือกตั้งเกิดขึ้นในหน่วยเลือกตั้งนั้น เป็นการป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ในการเลือกตั้งที่อยู่ประจำหน่วยเลือกตั้งแอบนำบัตรเลือกตั้งอื่น(ที่ปลอมแปลงหรือแอบนำมาจากหน่วยเลือกตั้งอื่นมาหย่อนลงในกล่อง) ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งเพื่อป้องกันการทุจริต ซึ่งหากไม่มีบาร์โคต ก็จะไม่ตรวจสอบได้พราะต้นขั้วไม่ได้ติดมาด้วย ดังนั้น การมีบาร์โคตจึงเป็นความจำเป็นที่ต้องมีไว้พิสูจน์บัตรเลือกตั้งในกล่องของหน่อยเลือกตั้วเป็นบัตรที่ถูกจัดสรรให้หน่วยเลือกตั้งนั้นหรือไม่ และจะถูกเปิดข้อมูลได้เมื่อมีการสั่งให้มีการนับคะแนนใหม่เท่านั้น(ในการนับคะแนนไม่ปรากฎภาพของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยหรือบุคคลใดสแกนบาร์โคต)
ผู้มีส่วนได้เสียเช่นผู้สมัครหรือพรรคการเมืองสามารถสแกนข้อมูลได้หรือไม่นั้น ต้องคำนึงถึงความเป็นจริง ๓ ประการ คือ (๑) ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองมีระบบของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่จะสแกนเพื่อทราบข้อมูลได้หรือไม้ (๒) ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองมีหรือเข้าถึงบัญชีรายชื่อของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและต้นขั้วของบัตรเลือกตั้งหรือไม่ และ (๓) ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองเข้าไปสแกนบัตรในระหว่างนับคะแนนหรือภายหลังการประกาศคะแนนได้ในหน่วยใดหน่วยหนึ่งหรือทุกหน่วยเลือกตั้งในประเทศไทยได้หรือไม่ ซึ่งหากผู้สมัครหรือพรรคการเมืองสามารถเข้าถึงความเป็นจริง ๓ ประการนี้ได้ ก็จะเป็นการเลือกตั้งที่บัตรเลือกตั้งถูกกระทำให้ขัดต่อ “หลักการเลือกตั้งโดยลับ”
ส่วนการล่วงรู้ข้อมูลการลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งของเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้งต้องเข้าไปดูกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่าใครสมารถเข้าถึงข้อมูลของการเลือกตั้งได้(เพื่อประโยชน์ของการตรวจสอบการทุจริตการเลือกตั้ง) ซึ่งแน่นอนคณะกรรมการการเลือกตั้งและเจ้าพนักงานเกี่ยวกับการเลือกตั้งเท่านั้นที่จะมีอำนาจตามกฎหมายในการเข้าถึงข้อมูลของการเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
คนที่ปั่นเรื่องนี้นึกถึงความเป็นจริงในเรื่องนี้ด้วยว่า “หลักการเลือกตั้งโดยลับ” ไม่ได้มีความหมายว่าจะต้อง “ลับ”ทั้งที่อาจมีการทุจริตเกิดขึ้นในลักษณะของ “พลร่ม”หรือ “ไพ่ไฟ” แต่เป็นหลักการสำคัญที่เจ้าพนักงานที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งต้องคำนึงถึงในการตรวจสอบการเลือกตั้งซึ่งต้องดำเนินการหลายเรื่องจึงจะเข้าถึงข้อมูลของการเลือกตั้งได้ ซึ่งหากมีการร่วมมือเปิดเผยข้อมูลโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ต้องเป็นเรื่องที่มีหลักฐานอย่างชัดเจนว่า เจ้าพนักงานที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งกระทำการเปิดเผยความ “ลับ” ในการเลือกของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จึงจะขัดต่อ “หลักการเลือกตั้งโดยลับ” ไม่ใช่แค่การสันนิษฐานหรือจินตนาการด้วยการดูแค่บาร์โคตหรือเล่มที่....... เลขที่บัตร...... ลำดับที่......... ที่ “ต้นขั้ว”เท่านั้น โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในการเปิดเผยความลับ
เจตนาของการปั่นเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะพรรคการเมืองหรือผู้สมัครที่ตนนิยมแพ้การเลือกตั้งครั้งนี้หรือไม่จึงปั่นเรื่องนี้เพื่อประสงค์ต่อการเลือกตั้งครั้งให้เสียไปเพื่อที่จะได้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่เรื่องที่ปั่นยังขาดลักษณะสำคัญหลายประการดังกล่าวมาแล้วที่จะทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เป็นความลับ
โดยส่วนตัวผมก็อยากให้ กกต.ชุดนี้รับโทษทัณฑ์ตามตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๖๙ ในการกระทำหลายๆเรื่องอยู่นะ แต่การปั่นกระแสในหลักการของกฎหมายหรือ “หลักการเลือกตั้งโดยลับ” ทั้งที่ไม่ปรากฏความจริงผมไม่เห็นด้วย พรรคการเมืองและบรรดาด้อมควรคำนึงถึงความสุจริตเที่ยงธรรมของการเลือกตั้งมากกว่าหาเหตุในกรณีบัตรเลือกตั้งเช่นนี้



