ข่าว

ศาลฎีกา เพิกถอนสิทธิ์ 2 ผู้สมัคร สส. นครศรีฯ-โคราช "พรรคกล้าธรรม"

ศาลฎีกา เพิกถอนสิทธิ์ 2 ผู้สมัคร สส. นครศรีฯ-โคราช "พรรคกล้าธรรม"

05 ก.พ. 2569

ศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง เพิกถอนสิทธิ์ "บิ๊กโอ" ผู้สมัคร สส. นครศรีฯ "ฉลอง" ผู้สมัคร สส. โคราช "พรรคกล้าธรรม"

5 ก.พ. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 ก.พ. ที่ผ่านมา ศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง ได้มีคำวินิจฉัยคดีดำที่ ลต.สขข. 16/2569 คดีแดงที่ ลต.สขข. 20/2569 กรณีคณะกรรมการเลือกตั้งถอนชื่อ นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ ในฐานะผู้สมัคร ส.ส.นครศรีธรรมราช เขต 7 พรรคกล้าธรรม (กธ.) ออกจากการประกาศรายชื่อเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง

จากเหตุที่นายก้องเกียรติ เคยต้องคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3673/2542 ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในความผิดฐานลักทรัพย์ คดีถึงที่สุด นายก้องเกียรติจึงเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98 (10) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 มาตรา 42 (12)

คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดนครศรีธรรมราช หมายเลข 3 พรรคกล้าธรรม ตามรายชื่อที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งได้ประกาศ

ต่อมา นายสมคิด หวานเหลือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ยื่นคำร้องต่อผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้คัดค้านมีคำวินิจฉัยให้ถอนชื่อผู้ร้องออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เพราะเหตุที่ผู้ร้องเคยต้องคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3673/2542 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในความผิดฐานลักทรัพย์ และคดีถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องจึงเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98 (10) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42 (12)

ผู้ร้องยื่นคำร้องอุทธรณ์ว่า คำวินิจฉัยของผู้คัดค้านดังกล่าวไม่ถูกต้อง เนื่องจากหนังสือของสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดสุราษฎร์ธานี ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2558 ที่ระบุว่า ผู้ร้องเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา ขัดแย้งกับหนังสือของกรมคุมประพฤติ เรื่อง ขอให้ตรวจสอบและออกหนังสือรับรองประวัติการคุมประพฤติ ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ที่ระบุว่า ผู้ร้องเคยต้องคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 65/2552 ของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ เพียงเท่านั้น พยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านรับฟังมาไม่อาจพิสูจน์ได้ว่า ผู้ร้องเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3673/2542 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี

ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 257/2569 ลงวันที่ 20 มกราคม 2569 และขอให้เพิ่มชื่อผู้ร้องในบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดนครศรีธรรมราช

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เนื่องจากผู้ร้องเคยต้องคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3677/2542 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในความผิดฐานลักทรัพย์ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา คดีถึงที่สุดแล้ว คำวินิจฉัยของผู้คัดค้านชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98 (10) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42 (12) ซึ่งบัญญัติห้ามบุคคลที่เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา สมัครรับเลือกตั้ง

จากการพิจารณาคำร้อง คำคัดค้าน เอกสารประกอบ และการไต่สวนพยาน ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องคือ นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ เคยถูกดำเนินคดีอาญาที่ 1462/54 ในความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน และต่อมาศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3673/2542 ว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคแรก ลงโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 1,500 บาท โดยรอการลงโทษจำคุก 2 ปี และให้คุมความประพฤติ ซึ่งคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว

แม้ผู้ร้องจะอ้างว่าไม่สามารถยืนยันได้ว่าตนเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีดังกล่าว เนื่องจากเอกสารบางส่วนถูกทำลาย และมีหนังสือของกรมคุมประพฤติที่ปรากฏเพียงประวัติคดีอื่น แต่เมื่อพิจารณาข้อมูลจากสถานีตำรวจ ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดสุราษฎร์ธานี รวมทั้งข้อมูลทะเบียนราษฎร เลขประจำตัวประชาชน วันเดือนปีเกิด และคำเบิกความของผู้ร้องเองแล้ว เห็นว่าข้อมูลทั้งหมดสอดคล้องต้องตรงกันว่า ผู้ร้องเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3673/2542

ศาลจึงรับฟังได้ว่า ผู้ร้องเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริต อันเป็นลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย ผู้คัดค้านจึงมีคำวินิจฉัยให้ถอนชื่อผู้ร้องออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขต 7 จังหวัดนครศรีธรรมราช หมายเลข 3 พรรคกล้าธรรม โดยชอบด้วยกฎหมาย


จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

 

ศาลฎีกา เพิกถอนสิทธิ์ 2 ผู้สมัคร สส. นครศรีฯ-โคราช "พรรคกล้าธรรม"

 

 

5 ก.พ. 256ผู้สื่อข่าวรายงายงานว่า เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง สนามหลวง ศาลได้อ่านคำสั่งคดีหมายเลขคดีดำ ลต สสข10/2569คดีแดงลต สสข12/2569 ระหว่างผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจําเขตเลือกตั้งที่ 13 จ.นครราชสีมา ผูู้ร้อง กับนายฉลอง เเสงราษฎร์เมฆินทร์ ผู้สมัคร สส. เขต 13 พรรคกล้าธรรม(กธ) จ.นครราชสีมา ผู้คัดค้าน เรื่องขอให้ถอนชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

โดยผู้ร้องยื่นคําร้องและแก้ไขคําร้องว่า ผู้ร้องได้ประกาศรายชื่อผู้คัดค้านเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตัง ต่อมาผู้ร้องตรวจสอบแล้วเห็นว่าผู้คัดค้าน ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากผู้คัดค้านเคยได้รับโทษจำคุกในคดีความผิดต่อ พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ และความผิดต่อ พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1821/2558ของศาลจังหวัดสีคิ้ว พ้นโทษเมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 2560 ซึ่งยังไม่ถึงสิบปีนับถึงวันเลือกตั้ง


ผู้คัดค้านจึงเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามพ.ร.ป.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42(9)


จึงขอให้ศาลถอนชื่อผู้คัดค้านออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 13 จ.นครราชสีมา 


ผู้คัดค้านไม่ยื่นคําคัดค้าน

โดยในวันนัดพร้อม ผู้คัดค้านแถลงรับข้อเท็จจริงว่า ผู้คัดค้านได้กระทําความผิดต่อพ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ และความผิดต่อพ.ร.บ.ป่าไม้ ได้รับโทษจําคุก 3 ปี 4 เดือน 15 วัน ตามคดีหมายเลขแดงที่ 2764/2558 ของศาลอุทธรณ์ภาค 3 และพ้นโทษเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2560 โดยไม่คัดค้านคําร้อง


ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิจารณาคําร้อง  และคําแถลงของผู้คัดค้านในวันนัดพร้อมแล้ว เห็นว่าคดีไม่จําเป็นต้องไต่สวนพยานหลักฐานให้งดการไต่สวน


ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งตรวจสํานวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้แย้งกัน รับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องได้ประกาศรายชื่อ นายฉลอง แสงราษฎร์เมฆินทร์ ผู้ค้ดค้านเป็น ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่ 13 จ.นครราชสีมา ของพรรคกล้าธรรม แต่ปรากฏว่า ผู้คัดค้านเคยได้รับโทษจําคุก 3 ปี 4 เดือน 15 วัน  ในความผิดต่อพ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติและความผิดต่อพ.ร.บ.ป่าไม้  ของศาลอุทธรณ์ภาค 3 และพ้นโทษเมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 2560


มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านเป็นบุคคลผู้มีลักษณะเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิ์ สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ เห็นว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (7) และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42 บัญญัติทํานองเดียวกันว่า "บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้าม มิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษาฎร โดยเคยได้รับโทษจําคุกโดยได้พ้นโทษ  มายังไม่ถึงสิบปีนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ" 


เมื่อข้อเท็จจริงได้ความเป็นยุติว่า ผู้คัดค้านได้รับโทษจําคุก 3 ปี 4เดือน 15 วัน ในความผิด ต่อพ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ และความผิดต่อ พ.ร.บ.ป่าไม้ ตามคําพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ซึ่งมิใช่ความผิดอันได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ คดีถึงที่สุดแล้ว และผู้คัดค้านพ้นโทษเมื่อวันที่ 6ธ.ค. 2560 จึงเป็นกรณี
ที่ผู้คัดค้านเคยได้รับโทษจําคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงสิบปีนับถึงวันเลือกตั้ง ผู้คัดค้านจึงเป็นบุคคลผู้มีลักษณะเป็นบุคคลต้องห้ามมีให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98 (7) และพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42 (9)


ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งจึงมีคําสั่งให้ถอนชื่อนายฉลอง แสงราษฎร์เมฆินทร์ ผู้คัดค้าน ออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่ 13 จ.นครราชสีมา ของพรรคกล้าธรรม

 

ศาลฎีกา เพิกถอนสิทธิ์ 2 ผู้สมัคร สส. นครศรีฯ-โคราช "พรรคกล้าธรรม"