
ส่องโปรไฟล์ "เบิ้ล-บิว" 2 พี่น้อง ยอมทิ้งเครื่องแบบทหาร-ตำรวจ ลุยสนามการเมือง
ส่องเส้นทาง 2 พี่น้องเลือดใหม่เมืองชล "เบิ้ล-บิว" ถอดเครื่องแบบทหาร-ตำรวจ หวังใช้ประสบการณ์จากท้องถนนสู่สภา ลั่นนี่คือเวลาของคนรุ่นใหม่
เปิดว้าปสองพี่น้องเลือดชลบุรี "เบิ้ล-บิว" ตัดสินใจทิ้งเครื่องแบบทหารและตำรวจ สวมหัวใจอาสาลงสนามการเมืองตามรอยคุณพ่อ "มานิตย์ ภาวสุทธิ์" อดีต สส.ชลบุรี ผู้คร่ำหวอดในพื้นที่ โดยทั้งคู่พกพาความมุ่งมั่นและประสบการณ์จากการรับราชการมาพิสูจน์ฝีมือในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ป้ายแดง
เริ่มกันที่พี่ชายคนโต "เบิ้ล" ร.อ.ธนวัฒน์ ภาวสุทธิ์ อายุ 30 ปี ผู้สมัคร สส.เขต 2 เบอร์ 3 ชลบุรี จากพรรคภูมิใจไทย ชายหนุ่มที่เติบโตมากับการเห็นภาพคุณพ่อลงพื้นที่ดูแลชาวบ้านมาตั้งแต่เด็ก จนกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เขาเลือกเดินเส้นทางนี้
"เบิ้ล-ธนวัฒน์" เล่าว่า มีความตั้งใจกับคุณพ่อมาตั้งแต่เด็กอยากจะร่วมทำงานการเมืองกับคุณพ่อชอบการเมือง ได้ช่วยเหลือประชาชนลงพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดชลบุรีหรือจังหวัดอื่นๆ
เราก็ได้มีการลงพื้นที่ ทุกครั้งที่ชอบเลยคือได้ช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้องประชาชนในยามวิกฤต
ขณะช่วงที่เขารับราชการทหาร มีโอกาสบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่เกือบทุกตำบลอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ทำให้เขาคลุกคลีกับปัญหาในพื้นที่เกือบทุกตำบล โดยเฉพาะภาพจำที่เขาทุ่มเทขับรถพ่นยาฆ่าเชื้อช่วงวิกฤตโควิด-19 และการลุยน้ำท่วมช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เป็นเครื่องยืนยันว่า หัวใจของเขาพร้อมรับใช้ชาวชลบุรีอย่างเต็มตัว ด้วยสโลแกน เข้าถึง พึ่งพาได้
การศึกษา
- ประถม โรงเรียนกุลศิริศาสน์
- มัธยม โรงเรียนชลราษฎรอำรุง
- ปริญญาตรีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
- ปริญญาโทคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม จากนั้นไปต่อ High School ที่อังกฤษ 1 ปี
ประสบการณ์ทำงาน
- รับราชการทหาร สังกัด มณฑลทหารบกที่ 14 จังหวัดชลบุรี
- เคยดำรงตำแหน่งคณะทำงานรองนายกรัฐมนตรี
- ปฏิบัติหน้าที่ใน กอ.รมน.จ.ชลบุรี
ส่วนน้องชาย "ผู้กองบิว" ร.ต.อ.สิทธิพัฒน์ ภาวสุทธิ์ อายุ 29 ปี ผู้สมัคร สส.เขต 3 เบอร์ 2 ชลบุรี จากพรรคภูมิใจไทย หนุ่มโสดสาย Active ที่รักการดูแลสุขภาพเป็นชีวิตจิตใจ ตัดสินใจถอดเครื่องแบบตำรวจมาสานต่ออุดมการณ์เพื่อบ้านเกิด เนื่องจากซึมซับการเมืองมาตั้งแต่เด็ก มีโอกาสได้เห็นคุณพ่อ ทำหน้าที่ผู้แทนประชาชนอย่างใกล้ชิด
เสียดายชีวิตข้าราชการที่รัก แต่ไม่เสียใจ เพราะหัวใจของตนยังเหมือนเดิม คือ การปกป้องและดูแลประชาชนด้วยความซื่อสัตย์ แต่การเป็นตำรวจอาจช่วยได้เพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้า ทว่าการเป็น "ผู้แทนราษฎร" จะสามารถเข้าไปผลักดันนโยบายแก้ปัญหาปากท้อง ยาเสพติด และความปลอดภัยได้อย่างยั่งยืนกว่า
เมื่อถามว่ากดดันลงสนามการเมืองครั้งแรก หรือไม่ ยอมรับกดดัน เพราะนี่คือความไว้วางใจของประชาชน แต่ถือว่าความกดดันนี้คือพลัง จะทำให้ตั้งใจทำงานให้สมกับคะแนนเสียงทุกคะแนน ตื่นเต้นและภูมิใจ วันนี้ตนได้เลือกเดินในบทบาทของผู้แทนประชาชนและเติมประสบการณ์ภาคสนามของตำรวจเข้าไป เพื่อเป็นผู้แทนที่เข้าใจปัญหา ทั้งบนถนนและในสภา ภายใต้แนวคิดเฉียบคมที่ว่า "คนรุ่นใหม่ พูดแล้วต้องทำได้จริง ทำแล้วต้องดีกว่าเดิม"
การศึกษา
-เรียนจบระดับประถม โรงเรียนกุลศิริศาสน์
-มัธยม โรงเรียนชลราษฎรอำรุง
-วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก (อี เทค)
-ปริญญาตรี รัฐศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง และ นิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีปทุม
-หลักสูตร
*หลักสูตรการฝึกอบรมข้าราชการตำรวจแและบุคคลที่บรรจุหรือโอนมาเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร รุ่นที่ 47
* หลักสูตรการฝึกอบรมข้าราชการตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ดูแลการชุมนุมสาธารณะ
* หลักสูตรตรวจจับการฉ้อโกงเอกสารการเดินทางและการแอบอ้าง(Detecting Travel Document Fraud and imposterDetectionTraining)
* หลักสูตรการสืบสวนคดีอาญา รุ่นที่ 117
ประสบการณ์ทำงาน
-ผบ.หมู่ ฝ่ายอำนวยการ๓ กองบังคับการอำนวยการ ตำรวจภูธรภาค 2
-รอง สารวัตรฝ่ายอำนวยการ๓ กองบังคับการอำนวยการ ตำรวจภูธรภาค 2
การก้าวเข้าสู่สนามการเมืองของสองพี่น้องภาวสุทธิ์ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การสืบทอดตำแหน่งต่อจากบิดา แต่เป็นการนำประสบการณ์ "นอกสภา" จากบทบาททหารและตำรวจ มาหลอมรวมกับพลังของคนรุ่นใหม่ที่พร้อมจะเปลี่ยนความกดดันเป็นพลังในการพัฒนาชลบุรีให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างแท้จริง



