ข่าว

"เพื่อไทย" โต้ "กรณ์" กลางเวทีดีเบต ป้องนโยบาย "เศรษฐีเงินล้าน" ไม่ใช่ประชานิยม

"เพื่อไทย" โต้ "กรณ์" กลางเวทีดีเบต ป้องนโยบาย "เศรษฐีเงินล้าน" ไม่ใช่ประชานิยม

26 ม.ค. 2569

"เพื่อไทย" โต้ "กรณ์" กลางเวทีดีเบต ป้องนโยบาย "เศรษฐีเงินล้าน" ไม่ใช่ประชานิยม แต่ใช้ Big Data ดึงเงินนอกระบบแสนล้านเข้าคลัง ขนาดธนาคารโลกยังมองเป็นนโยบายที่ดี

26 ม.ค. 2569 ที่ สวนสาธารณะอบจ.เชียงใหม่ เวทีดีเบต Nation Election DEBATE จุดเปลี่ยนประเทศไทย เวทีภาคเหนือ โดย นายกรณ์ จาติกวนิช แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งคำถามว่า ท่านพร้อมที่จะสนับสนุนนโยบายที่มีความชัดเจนว่าเป็นประชานิยม หวังผลคะแนนเสียง โดยไม่มีหลักการในการพิจารณาว่าเงินที่จ่ายออกไปผู้ได้รับ เป็นผู้ที่เดือดร้อนจริง ยากจน หรือสมควรได้รับการช่วยเหลือด้วยเงินภาษีประชาชน หรือไม่

ขณะที่ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ตอบว่า คำถามนี้พุ่งมาที่นโยบายเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน ซึ่งนายกรณ์ อาจจะมองว่าเป็นประชานิยม แต่สำหรับพรรคเพื่อไทยไม่ใช่ประชานิยม แต่เป็นการสร้างแรงจูงใจ ให้ประชาชนเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลของรัฐ เราจะได้ข้อมูลของประชาชนในกลุ่มเกษตรกรที่ปัจจุบันมี 40% ของประชากร แต่คนมาขึ้นทะเบียนกับภาครัฐไม่ถึง 10 ล้านคน คนเราต้องการข้อมูลว่าเขาเพาะปลูกอะไร พื้นที่ไหน มีจำนวนแปลงเกษตรเท่าไหร่ เราต้องการข้อมูลผู้สูงอายุ และกลุ่มอาสาสมัครต่างๆ รวมถึงจูงใจให้ผู้เสียภาษีเงินได้เข้าสู่ระบบให้มากขึ้น 

สำหรับสัดส่วนของใบเสร็จกลุ่มนี้ สร้างแรงจูงใจให้การจับจ่ายใช้สอย จากนี้สิ่งที่ เศรษฐกิจนอกระบบ จะกลับขึ้นมาอยู่ข้างบน ทำให้เราสามารถจัดเก็บภาษีได้ นโยบายนี้รัฐใช้เงินภาษีต่อปีประมาณ 3,200 ล้านบาท แต่เราสามารถสร้างเม็ดเงินในรูปแบบของภาษี (vat) ได้มากกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งพรรคเพื่อไทยรู้จักหารายได้ด้วยซ้ำ เพื่อเอาเม็ดเงินพัฒนาประเทศในรูปแบบอื่น
 

"เพื่อไทย" โต้ "กรณ์" กลางเวทีดีเบต ป้องนโยบาย "เศรษฐีเงินล้าน" ไม่ใช่ประชานิยม

จุดนี้ขอยืนยันว่าเป็นกลไกที่จะสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ใช้ข้อมูลนำในการบริหารจัดการประเทศ หากเรามีข้อมูลจับจ่ายใช้สอยที่เกิดขึ้น มีข้อมูลเรียลไทม์ เราจะรู้ปัญหาแต่ละที่ จะได้เข้าไปแก้ปัญหาตรงจุด การมีฐานข้อมูลขนาดใหญ่ และเอาเทคโนโลยีมาใช้ เรื่องของ big data และ AI จะทำให้รัฐสามารถบริหารจัดการงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างเหมาะสมและตรงเป้า ตรงความต้องการของประชาชน ซึ่งตรงนี้ก็คิดว่ามองไม่ต่างกัน โดยการเดินหน้าสู่รัฐบาลดิจิทัล สุดท้ายจะเป็นการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันด้วย เพราะเศรษฐกิจนอกระบบขึ้นมาหมดแล้วอันที่ยังอยู่ใต้ดินก็ต้องไปตรวจจับกัน ซึ่งก็ตรงกับนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ยืนยืนยันว่าสังคมต้องสุจริต

จากนั้น นายกรณ์ บอกว่า คงซ้อมมาเป็นอย่างดี แต่สุดท้ายฟังไม่ขึ้น ข้อมูลของเกษตรกรและผู้สูงอายุก็ขึ้นทะเบียนอยู่แล้วเพราะเขาได้ประโยชน์ ดังนั้นไม่ต้องอาศัยการจูงใจ การสุ่มว่าเขาอาจจะได้ 1 ล้านบาทเพื่อเป็นแรงจูงใจให้เขามาขึ้นทะเบียน และสิ่งที่เป็นปัญหาซึ่งตนไม่ได้คิดคนเดียว TDRI หลายหลายองค์กร ก็ออกมาเตือนแล้วว่านโยบายนี้เชิงประชานิยม ไม่สร้างประโยชน์ให้ประเทศ และสุ่มเสี่ยงต่อการทำลายวินัยการคลัง เพราะมันไม่มีความยุติธรรมในการใช้เม็ดเงินภาษี การที่บอกว่า 1 ปีมี 3285 คน ที่จะได้ประโยชน์จากโครงการนี้ มั้นไม่ได้เป็นการใช้ภาษีที่เป็นธรรม แต่ถ้าเราเอาเงินก้อนนี้ไปซื้ออาหารเช้าให้กับนักเรียนทั่วประเทศ จะได้ 1 ล้านคนต่อปี
 

"เพื่อไทย" โต้ "กรณ์" กลางเวทีดีเบต ป้องนโยบาย "เศรษฐีเงินล้าน" ไม่ใช่ประชานิยม
 

นายจุลพันธ์ จึงอธิบายว่า ก็อาจจะมีการมุมมองแตกต่างกันทางวิชาการ แต่นโยบายนี้ไม่ใช่นโยบายที่แรกที่เรา คิดเพราะที่ไต้หวัน บราซิลและอีกหลายประเทศทั่วโลกก็ใช้กระบวนการนี้ สามารถจับเก็บภาษีได้เพิ่ม บางที่ได้ภาษีเพิ่มขึ้นถึง 75% แต่เราไม่ได้คิดถึงตัวเลขขนาดนั้น อย่างบราซิลต่ำสุด 10% ที่จัดเก็บได้มากขึ้น เพราะฉะนั้นเราเชื่อมั่นว่าถ้าคิดอย่างอนุรักษ์นิยม เราก็ต้องได้ 1-2 แสนล้านบาท ที่เพิ่มขึ้นมา มันไม่ใช่ที่แรก และนโยบายนี้หลังจากที่มีการทำแล้ว ธนาคารโลกก็ให้ความเห็นว่าเป็นนโยบายที่ดี และสามารถกระตุ้นดึงคนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ดึงเศรษฐกิจนอกระบบกลับขึ้นมาได้ ก็เป็นมุมมองที่แตกต่าง

สำหรับตัวเลข 9 ล้านบาท 9 คน เรามีการจัดทำบิลลุ้นล้านในส่วนของใบเสร็จ มันมีตัวเลขที่พิสูจน์มาแล้ว ซึ่งกระบวนการที่ต่างประเทศทำอิมแพ็คของนโยบายนี้มันขึ้นกับเม็ดเงินรางวัล บางประเทศเม็ดเงินรางวัลค่อนข้างต่ำ แต่ตัวเลข 1 ล้านบาทนี้มีความเหมาะสม