ข่าว

"กัณวีร์" เดือด! จี้ตอบด่วน ปมแบน นักการเมือง 3 จชต. - ต่างชาติกลุ่มเสี่ยง ห้ามใช้บัตรขึ้นรถไฟฟ้า

"กัณวีร์" เดือด! จี้ตอบด่วน ปมแบน นักการเมือง 3 จชต. - ต่างชาติกลุ่มเสี่ยง ห้ามใช้บัตรขึ้นรถไฟฟ้า

03 ม.ค. 2569

​"กัณวีร์" ถามทำไมต้อง "บล็อกบัตร" ถามผ่านไป 3 วันยังไร้คำตอบ ปมระงับใช้บัตรนักการเมือง 3 จชต. - ต่างชาติกลุ่มเสี่ยง

3 ม.ค.2568 นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต เปิดเผยว่า ตนได้ตั้งคำถามไปถึงรถไฟฟ้า BTS และผู้ให้บริการ Rabbit Card ไปตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 69 ว่า กรณีมีข่าวว่าบัตร Rabbit ไม่อนุญาตให้ “นักการเมืองจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส)” และ “ผู้มาจากประเทศที่ถูกระบุว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง” ได้แก่ เมียนมา เกาหลีเหนือ และอิหร่าน ห้ามใช้บัตร Rabbit ขึ้นรถไฟฟ้า จริงหรือไม่

 

ผมขอเรียกร้องให้ผู้ให้บริการบัตร Rabbit ออกมาชี้แจงโดยด่วน กรณีมีข้อมูลปรากฏว่า “มีการเปลี่ยนเงื่อนไขการให้บริการ” โดยเหตุผลที่ถูกระบุในเอกสารมีลักษณะผูกโยงกับ กลุ่มบุคคลตามสัญชาติประเทศ และแม้กระทั่ง สถานะอาชีพพื้นที่จังหวัด นายกัณวีร์ กล่าวย้ำว่า ตนถามเรื่องนี้ไป 3 วันแล้ว ยังไม่มีคำตอบ 

 

 

หลังจากมีผู้ใช้ชื่อ Zaw Htun Lat ซึ่งเป็นชาวเมียนมา ระบุว่า Rabbit Card ของเขาถูก “บล็อกยึด” หลังแสดงพาสปอร์ต โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าเป็นเพราะ “เปลี่ยน Terms & Conditions (T&C)” และจะแจ้งคืนเงินคงเหลือภายหลัง สิ่งที่น่าตกใจคือ ในเอกสารคำอธิบายที่ปรากฏนั้น การเปลี่ยนเงื่อนไขถูกผูกโยงกับ สัญชาติที่ถูกระบุว่าเป็น ‘กลุ่มเสี่ยง’ และ นักการเมืองจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่มีลักษณะ “เหมารวม” และอาจเข้าข่ายการเลือกปฏิบัติหรือการตีตราคนเป็นกลุ่ม หากไม่มีเหตุผลที่จำเป็นและได้สัดส่วน แม้ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติที่ครอบคลุมและบังคับใช้กับเอกชนทุกกรณีอย่างชัดเจน แต่เหตุการณ์นี้สะท้อนอีกครั้งว่า

ทำไมเราจึงจำเป็นต้องมีกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติ ซึ่งผมเคยผลักดันในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว เพื่อให้มีมาตรฐานขั้นต่ำเรื่อง “ความเสมอภาค ความโปร่งใส และกระบวนการเยียวยา” ในบริการที่กระทบประชาชนจำนวนมาก นายกัณวีร์ ระบุว่า ตนจึงขอถามต่อผู้ให้บริการและหน่วยงานกำกับดูแลอย่างตรงไปตรงมาว่า หากเป็นเรื่องจริง ขอให้ผู้ให้บริการบัตร Rabbit ชี้แจง

1. การอ้างว่าเป็น “high-risk country” หรือ การโยงกับ “อาชีพบทบาททางการเมืองในพื้นที่จังหวัดบางพื้นที่” เป็น เกณฑ์เหมารวม หรือไม่ และใช้ หลักฐานการประเมินความเสี่ยง แบบใดในการกำหนดนโยบายนี้

 

2.. หากนี่เป็นมาตรการด้านความเสี่ยงหรือความมั่นคงจริง เหตุใดจึงไปตกที่ การบล็อกช่องทางการชำระเงิน เพราะในทางปฏิบัติ ไม่ได้ห้ามการขึ้นรถไฟฟ้า ผู้คนยังเดินทางได้ด้วยตั๋วเที่ยวเดียวหรือวันพาสอยู่ดี ดังนั้น วัตถุประสงค์ของการบล็อกช่องทางชำระเงินคืออะไร และลดความเสี่ยงด้านไหนกันแน่

 

3. นโยบายนี้มี ประกาศฉบับเต็ม และมีผลเมื่อใด ใครอนุมัติ และมี ช่องทางอุทธรณ์ทบทวนรายกรณี หรือไม่

 

4. ที่สำคัญ ผู้ได้รับผลกระทบจะได้ เงินคงเหลือคืนเมื่อไร 

 

อย่างไร และมีมาตรการรับผิดชอบกรณีคืนเงินล่าช้าหรือไม่ ผมขอย้ำว่า การบริหารความเสี่ยงในระบบชำระเงินสามารถทำได้ แต่ต้องทำบนหลัก จำเป็น ได้สัดส่วน ตรวจสอบได้ และต้องไม่ทำให้การกำกับดูแลกลายเป็นการตีตราหรือเลือกปฏิบัติต่อบุคคลด้วยเหตุแห่งสัญชาติ เชื้อชาติ และอาชีพ โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับบริการที่คนใช้ในชีวิตประจำวัน รบกวนชี้แจงด้วยนะครับ ขอบคุณครับ นายกัณวีร์ กล่าวย้ำ