
“อ.ปวิน” สุดมึน พรรคประชาชนกลายเป็น "ที่รัก" แนะอย่าหลงอำนาจ
“อ.ปวิน” สุดมึน พรรคประชาชนกลายเป็น "ที่รัก" ทั้งเพื่อไทยและภูมิใจไทยอยากขอเสียงโหวตนายกฯ แนะต้องยึดมั่นในอุดมการณ์ อย่าหลงอำนาจ
จากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 เสียง ให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีพร้อมคณะรัฐมนตรี จนทำให้การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ชุลมุนวุ่นวาย หลังพรรคภูมิใจไทยเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลโดยยอมรับเงื่อนไขทั้ง 3 ข้อ ของพรรคประชาชน แลกกับการยกมือโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ในขณะที่พรรคเพื่อไทย เร่งเดินหน้าเจรจากับพรรคประชาชน ขอเสียงโหวตให้นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรี จนกลายเป็นว่าตัวแปรสำคัญอยู่ที่ “พรรคประชาชน”
ล่าสุด ศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุข้อความว่า เรื่องพรรคส้ม คงไม่ต้องอธิบายมากก็คงเข้าใจว่า พรรคประชาชน "เคย" เป็นที่เกลียดชังของขั้วอำนาจเดิมสุดๆ ถึงขนาดที่ว่าชนะเลือกตั้งมาแท้ๆ แต่ก็ไม่สามารถเป็นรัฐบาลได้ แถมยังโดนสกัดทุกวิถีทาง ทั้งการยุบพรรค ทั้งการแบนพิธา และการปัดตกนโยบายสำคัญๆ ของพรรคไปอย่างสิ้นเชิง อย่างการปฏิรูปกองทัพหรือการแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งเป็นนโยบายที่ทำให้พรรคได้คะแนนเสียงจากคนรุ่นใหม่เยอะมาก ...แต่จู่ๆ ตอนนี้กลับตาลปัตรหมดเลยค่ะ ดิชั้นมึน เพราะสถานการณ์ที่รัฐบาลเพื่อไทยต้องเจอวิกฤต ทำให้ตอนนี้พรรคประชาชนกลายเป็น "ที่รัก" หรือ darling ที่ทุกคนอยากดึงมาร่วมงาน ทั้งเพื่อไทยและภูมิใจไทยที่เคยปฏิเสธส้มอย่างแข็งขัน ก็กลับมาแสดงท่าทีอยากจะร่วมจัดตั้งรัฐบาลด้วย มันเหมือนกับว่าการเมืองไทยไม่มีมิตรแท้ศัตรูถาวรจริงๆ 555 ...ในมุมมองของพรรคส้ม สถานการณ์นี้เป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงเลยค่ะ โอกาสคือ พรรคส้มจะได้กลับมามีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจเชิงนโยบายอีกครั้ง แต่ความเสี่ยงคือพรรคจะยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์เดิมที่ทำให้พรรคเป็นที่รักของประชาชนได้หรือไม่ หรือจะต้องประนีประนอมกับพรรคที่เคยเป็นขั้วตรงข้ามจนสุดท้ายก็เสียความเป็นตัวเองไป
ถ้าจะให้คำแนะนำนะคะ ก็คงต้องบอกว่าพรรคประชาชนต้องใช้สถานการณ์นี้อย่างชาญฉลาดที่สุดค่ะ สิ่งสำคัญคือต้องไม่หลงระเริงไปกับคำเชิญชวน และต้องยึดมั่นในหลักการที่เคยประกาศไว้กับประชาชนมาตลอด ที่ผ่านมาที่พรรคได้รับความนิยมสูงก็เพราะความชัดเจนและตรงไปตรงมา ถ้าพรรคต้องยอมลดทอนจุดยืนเพื่อแลกกับอำนาจในระยะสั้น มันอาจจะทำให้อนาคตทางการเมืองในระยะยาวของพรรคต้องสั่นคลอนได้ ขอให้ดูพรรคเพื่อไทยที่ตระบัตสัตย์เป็นตัวอย่าง คำแนะนำคือพรรคส้มควรเจรจาอย่างมีเงื่อนไขและโปร่งใส โดยเฉพาะเรื่องการปฏิรูปโครงสร้าง ซึ่งเป็นดีเอ็นเอที่แท้จริงของพรรค ถ้าจะเข้าไปร่วมรัฐบาลจริงๆ (ดิชั้นขอให้อย่าเกิดขึ้น) ก็ต้องมั่นใจว่าพรรคจะได้ผลักดันนโยบายสำคัญที่เคยสัญญากับประชาชนไว้ ไม่ลดน้อยไปกว่านั้น ไม่ใช่เป็นแค่เครื่องมือในการสืบทอดอำนาจของใครคนใดคนหนึ่ง/พรรคใดพรรคหนึ่งค่ะ ปัญหาคือ อีพรรคส้มจะฉลาดพอไหม please