ข่าว

ไม่สนทัวร์ลง ‘ภูมิธรรม’ซัด ‘พิธา-ก้าวไกล’ ทำนอก MOU ชิงพูดก่อนได้ข้อสรุป

เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ‘ภูมิธรรม’ ซัด ‘ก้าวไกล’ ทำนอก MOU ที่ตกลงกันไว้ ชิงพูดก่อนได้ข้อสรุป ชี้ ควรเอาวาระประชาชนและประเทศชาติเป็นที่ตั้ง ยัน ยังหนุน ‘พิธา’ บนเงื่อนไขต้องได้เสียง สว.ใกล้เคียงความเป็นจริง ย้ำขออยู่กับความจริง ไม่ใช่ความฝัน

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ยอมรับว่าไม่กังวลและไม่คิดว่าเป็นกระแสตีกลับ แต่จริงๆตนไม่ได้อยากจะออกมาพูด เพราะการเจรจาทั้ง 2 พรรค(เพื่อไทย-ก้าวไกล) ยังไม่ได้ข้อยุติ แม้ในที่ประชุมครั้งก่อน เราก็เห็นตรงกันในเรื่องหลักๆ แต่อาจจะแตกต่างกันในเรื่องรายละเอียด

 

 

โดยในที่ประชุมพรรคก้าวไกลได้เสนอมา 2 เรื่อง คือการแก้ไขมาตรา 272 ปิดสวิตช์ สว. และอีกเรื่องคือการจะฝ่าด่านการจัดตั้งรัฐบาลไปได้อย่างไร พรรคเพื่อไทยก็ได้เสนอไปอย่างชัดเจนว่าการแก้ไขมาตรา 272 มีความเห็นด้วยอยู่แล้วเพราะเพื่อไทยก็เคยเสนอต่อที่ประชุมสภามาแล้ว 2 ครั้ง 

 

ก่อนโหวตนายกฯครั้งแรก ก้าวไกล บอก สว.หนุนเป็น 100 แต่ได้ 13 เสียง

ทั้งๆ ที่ผ่านมาพรรคก้าวไกลก็งดออกเสียงด้วยซ้ำไป ไม่ได้สนับสนุนญัตติของเรา ตอนนี้เราเห็นว่าวาระนั้นไม่ใช่วาระสำคัญในขณะนี้ แม้จะทำคู่ขนานกันไปก็ไม่มีอะไรขัดข้องแต่สิ่งที่สำคัญวันนี้คือการที่จะผ่านไปได้อย่างไรเพราะการโหวตนายกฯครั้งแรกได้จบลงแล้ว หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้ 312 เสียง และได้เสียง สว. มาแค่ 13 เสียง

 

 

ก่อนหน้านี้เราก็เคยถามว่าสามารถหาเสียง สว. ได้เท่าไหร่ เพื่อที่จะหาแนวทางช่วยกันอย่างไรให้เป็นรูปธรรม แต่สิ่งที่เราได้รับคือการที่แกนนำต่างๆให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ว่าร้อยเสียงได้แล้วบ้าง ได้เกิน 64 เสียงบ้าง หรือได้เกิน 70 เสียงไปแล้วบ้าง เราถามนายพิธาก็บอกว่ามั่นใจ จะเดินหน้าต่อไปได้อย่างสบาย เมื่อได้รับคำตอบเช่นนี้เราก็ไว้วางใจเชื่อมั่นในพรรคก้าวไกลเราก็ร่วมโหวตอย่างเต็มที่ ไม่มีแตกแถวทั้ง 141 เสียง

 

 

แต่พอผลออกมา สว. เพียงแค่ 13 เสียง ก็ทำให้เราคิดว่าความเป็นจริงในการเดินหน้าจะทำได้อย่างไร เพราะมันคงไม่ใช่การโหวตเดิมๆ ไปเรื่อยๆ อย่างนี้ เพราะสิ่งที่ได้ยินมาคือการที่สมาชิกวุฒิสภา(สว.) จะมีการเสนอต่อที่ประชุมเรื่องหากเสนอชื่อนายพิธาอีกครั้งถือว่าเป็นญัตติ หรือเป็นญัตติที่ถูกตีตกไป ตรงนี้เราห่วงใย 

 

เสนอ ‘พิธา’ นายกฯ โอกาสชนะไม่มีเลย

หากเขาได้ข้อสรุปว่าเป็นญัตติที่ตกไป เราก็ต้องมาดูว่าในที่ประชุม 8 พรรคร่วมรัฐบาลที่จะสร้างระบบประชาธิปไตยขึ้นมานั้นจะทำหน้าที่ได้อย่างไร หากจะเสนอนายพิธา 141 เสียงก็ยืนยันจะสนับสนุน แต่ขอมีเงื่อนไขว่าครั้งที่แล้วได้มา 13 เสียง แล้วโอกาสชนะมันไม่มี ครั้งต่อไปจะมีโอกาสหรือไม่จะทำอย่างไร ถ้าเกิดครั้งที่แล้วได้เสียงออกมาใกล้เคียงเราไม่มีปัญหาแถมจะช่วยหาเสียงเพิ่มให้อีก แต่เมื่อออกมาเพียง 13 เสียงของ สว. มันห่างไกลจากความเป็นจริงมาก

 

 

เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ ต้องมาคุยกันถ้าจะให้สนับสนุนนายพี่ธาต่อไป ต้องตอบได้ว่าเราจะต่อสู้กันไปเท่าไหร่จึงจะยุติ จนสุดความสามารถ และเราเห็นว่า การแก้ไขมาตรา 272 ไม่ใช่วาระปัจจุบัน ไม่ใช่วาระสำคัญและไม่ควรเอามาเปลี่ยนเพื่อทำให้เรื่องที่สำคัญที่สุด ไม่ได้รับการพิจารณา และตนก็ได้เรียนในที่ประชุมไปแล้วว่ามาตรา 272 เป็นการเสนอที่ไม่เห็นความสำเร็จ เพราะต้องได้เสียงในรัฐสภา ซึ่งก็ยากอยู่แล้วขนาดชื่อคุณพิธาเองยังไม่ผ่าน ที่ผ่านมาก็เคยโหวตกันไปแล้ว 6-7 ครั้งก็ยังไม่ผ่าน ยังมีเงื่อนไขที่ต้องได้เสียง 1 ใน 3 ของ สว. ประมาณ 84 เสียง ขนาดเลือกนายก 64 เสียงยังไม่ได้ 84 เสียงก็ต้องพูดให้ชัดเจนว่าจะหามาอย่างไร และต้องมีฝ่ายค้านอีก 20%
 

 

ขณะนี้ยังไม่มีรัฐบาลเลย เมื่อเสนอญัตตินี้ขึ้นมาจะหาทางออกได้อย่างไร อันนี้ตนบอกว่าเป็นเพียงการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์เท่านั้น ไม่ใช่อิงวาระประชาชน พรรคก้าวไกลควรจะต้องพิจารณา ในความจำเป็นที่จะต้องทำ นี่คือสิ่งที่ตกลงร่วมกัน แต่สิ่งที่เราเห็นก็คืออยู่ๆ นายพิธาออกมาและก็พูดถึงวาระของพรรคก้าวไกล 

 

 

ก้าวไกล ทำนอก MOU

โดยเปิดประเด็นใหม่คือการเอามาตรา 272 มาเป็นสมรภูมิอีกอันหนึ่ง เราก็ไม่เข้าใจว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะการเปิดสมรภูมิใหม่ของพรรคก้าวไกลนั้น เป็นการเสนอประเด็นใหม่อยู่นอกเหนือ MOU ซึ่งเราไม่ได้พูดเรื่องนี้ และเสนอเรื่องนี้ขึ้นมาแล้วบอกว่าเราจะสู้กับสมรภูมิ จนกว่าจะประสบความสำเร็จจนไม่สามารถไปได้แล้ว ถึงจะมอบอำนาจต่อไปให้กับพรรคอันดับ 2 ฟังดูดี แต่ถ้ามองดูอาจจะทำให้เกิดความลำบากมากขึ้น เพราะไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจน เพราะในที่ประชุมระหว่าง 2 พรรคเพื่อไทยได้ให้ความเห็นไปแล้วว่า 272 ก็เป็นเพียงแค่สัญลักษณ์ มันไม่ได้รับชัยชนะ แต่การรีบตั้งรัฐบาลให้สำเร็จเราสามารถทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องแก้ทั้งระบบ สิ่งที่จะต้องแก้จะทำอย่างไรต้องมาดู เราบอกแล้วสิ่งแรกเมื่อเป็นรัฐบาลคือการลงมติให้ไปทำประชามติเพื่อเลือกตั้ง สสร. เอามาแก้ปัญหาทันที

 

 

"การที่นายพิธาออกมา เสนออย่างนี้ก็เหมือนการมัดมือชกเรา ผมจึงจำเป็นต้องออกมาพูดความจำเป็นและความเป็นจริงให้ทราบ แต่อย่างไรก็ตามไม่ใช่ความขัดแย้ง การโกรธกันหรือไม่คุยกันหรือไม่มองหน้ากัน ยังไงก็ตามวันนี้ที่จะพบกันทั้ง 8 พรรคหรือ 2 พรรคก่อนหน้านั้น เราก็จะเสนอความเห็นที่เรามีอย่างตรงไปตรงมาทั้งหมดและเราจะคุยกัน เราจะเสนอว่าวาระประเทศหรือวาระของประชาชนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่วาระของพรรคก้าวไกล และก็ไม่ใช่วาระของคุณพิธา

 

 

วันนี้จะทำอย่างไรให้ประเทศเดินหน้าได้ ให้ปัญหาของประชาชนเดินหน้าได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราเห็นคือภาคธุรกิจมีความจำเป็นที่อยากได้รัฐบาลที่ชัดเจน ภาคท่องเที่ยวบอกว่า high season เป็นโอกาสของการนำเงินเข้าประเทศ แต่ถ้ารัฐบาลไม่ชัดเจนมันมีปัญหา ถึงขั้นเสนอว่ารัฐบาลจะประกอบไปด้วยอะไรก็ได้แต่ขอให้เกิดความชัดเจนว่านโยบายจะเป็นอย่างไรและมีอำนาจเต็มในการที่จะดำเนินการเรื่องต่างๆให้สำเร็จ” นายภูมิธรรม กล่าว

 

 

อย่าเอาปชช.มาเป็นตัวประกัน 

ทั้งนี้ นายภูมิธรรม ยังระบุว่า ตนเห็นนายพิธาพูดตบท้าย เวลานี้อนาคตของพรรคก้าวไกลและอนาคตของประชาชนอยู่ในมือของประชาชนแล้ว ตนคิดว่าอย่าเอาประชาชนเป็นตัวประกัน แต่วันนี้ประเทศชาติและประชาชนอยู่ในมือของพรรคก้าวไกล และมือของนายพิธาแล้ว ขอให้หยิบเอาเป็นที่ตั้งตัดสินใจ ถ้าตัดสินใจครั้งนี้ผิดพลาดปัญหาประชาชนจะลำบากจะต้องอยู่กับลุงตู่ไปอีกนาน โดยการรักษาการไปเรื่อยๆ ถ้าวันนี้ตัดสินใจได้ถูกต้องชัดเจนปัญหาประเทศจะคลี่คลายนี่คือสิ่งที่ตนฝาก ให้พรรคก้าวไกลเอาไปคิด

 

สิ่งที่ตนเป็นห่วงคือถ้าหากเขายินดีจะตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยเราจะสู้เขาไม่ได้เพราะเขามี 188 บวกกับ สว.อีก 250 ก็ตั้งรัฐบาลได้ เราก็ต้องอยู่กับลุงไปอีก 4 ปีลุงไหนก็แล้วแต่ ถามว่าประชาชนยินดีหรือไม่หากไม่ยินดีก็ต้องมาหาทางออกเพื่อแก้ปัญหา นี่จะเป็นประเด็นหลักในการหารือระหว่างแกนนำของพรรค และจะใช้ประเด็นนี้ไปพูดคุยกับพรรคก้าวไกล พร้อมจะคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน

 

ทั้งนี้ นายภูมิธรรม ย้ำว่าพรรคเพื่อไทยไม่มีแผนสำรอง แผนแรกแผนเดียวคือการจับมือกับ 8 พรรคร่วม เดินหน้าไปให้ถึงที่สุดและมีคำตอบที่ชัดเจนไม่ปล่อยให้มีการเลือกไปเรื่อยๆโดยที่ประเทศไม่รู้ว่าทางออกจะเป็นอย่างไร เรารอไปถึงต้นปีหน้าไม่ได้เพราะปัญหาประเทศวันนี้รุนแรงมากไม่ต้องห่วงเรื่องแคนดิเดตของพรรคเพื่อไทย ก็มีอยู่แล้ว 3 คน ถ้าวันไหนชัดเจนว่าจะให้เพื่อไทย เราก็เสนอได้ ไม่ใช่วาระที่เราจะทำเรื่องนี้ก่อน เราอยากให้ 8 พรรคร่วมเสนอคุณพิธาให้สำเร็จ แต่ก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของพรรคก้าวไกลว่าจะทำให้สำเร็จอย่างนี้ได้อย่างไร ไม่ได้จะมีวิธีไหนที่ 8 พรรคร่วม จะดำเนินการให้เกิดชัยชนะต่อไป

 

 

ส่วน 19 ก.ค. 2566 ถ้าไม่สามารถเสนอชื่อนายพิธาซ้ำได้นั้น นายภูมิธรรม อธิบายว่า ถ้าเสนอไม่ได้ก็ต้องมาหารือกัน อีกทีว่าจะเดินหน้าอย่างไร แต่เราอาจจะต้องเลื่อนไป เพราะหนึ่งเราอาจจะเสนอได้เลยหรือ 2. อาจจะต้องใช้เวลาในการหารือร่วมกันเพื่อทำความเข้าใจก็ขึ้นอยู่กับการหารือกันทั้ง 8 พรรคร่วมตั้งรัฐบาล ซึ่งพรรคเพื่อไทยไม่ต้องเตรียมเราไม่ได้ไปเอาคนนอก เรามีอยู่ในมือแล้วตามกฎหมายที่เสนอแคนดิเดตนายกฯเราเสนอ 3 คนชัดเจน นายชัยเกษม นิตสิริ มีความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดิน เสียงสนับสนุนจากข้าราชการเยอะ ,น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ก็เป็นคนที่มีศักยภาพสาธารณะชนยอมรับพอสมควร  และ นายเศรษฐา ทวีสิน ก็เป็นคนมีความสามารถประสบความสำเร็จในภาคธุรกิจ ศักยภาพที่จะมาแก้วิกฤตได้ แต่ทั้ง 3 คนก็ทำงานร่วมกันอยู่แล้ว 

 

 

พรรคเพื่อไทยไม่ได้หนักใจเรื่องนี้ ขอให้สบายใจได้ว่าถ้าเกิดถึงเวลาที่ต้องมีการเสนอ พรรคเพื่อไทยมีคนที่จะทำงานได้อย่างแน่นอน แต่ขณะนี้ยังไม่มีการพูดคุยเรื่องนี้กับทั้ง 3 คน เพราะต้องการที่จะทำเรื่องให้ 8 พรรคร่วมและนายพิธาเป็นเรื่องหลักสำคัญ ให้มันผ่านไปได้ก่อน

 

 

ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับการหารือ 8 พรรคเราก่อน การเป็นข้าวต้มมัดต้องไปด้วยกัน คิดด้วยกัน แต่สิ่งที่เราเห็นพรรคก้าวไกลแสดงออกมาและตนจำเป็นต้องออกมาพูด เพราะกำลังเสนอสิ่งที่เกินเลยไป จากสิ่งที่ได้คุยกัน ตามจริงเรารอว่าแต่ละพรรคจะกลับไปคุยกันอย่างไร แต่พรรคก้าวไกลชิงเสนอสิ่งที่ตัวเองคิด โดยไม่ได้สร้างความชัดเจนว่าเป็นความคิดใคร สิ่งที่เราเสนอนั่นคือความคิดของพรรคก้าวไกลไม่ใช่ความคิดของ 8 พรรคร่วม นี่ไม่ใช่ดราม่าพระเอกนางเอกจะจูบกันแบบในละคร นี่คือชีวิตจริงเป็นปัญหาของประเทศและประชาชน

 

 

“ผมบอกว่าอย่าเดาใจพรรคเพื่อไทย แต่สิ่งสำคัญที่เราแสดงออกมาโดยตลอด เรามุ่งหวังที่จะให้ความต้องการของประชาชนประสบความสำเร็จ สิ่งที่เราพิสูจน์ไปแล้วคือการที่เราเป็นพรรคอันดับ 2 ซึ่งประเพณีการปกครองที่ผ่านมา พรรคอันดับ 2 รอการจัดการของพรรคอันดับ 1 ไม่ได้ การที่พรรคเพื่อไทยยอมทิ้งโอกาสของตัวเอง จะเข้ามาร่วมกับพรรคอันดับ 2 เพื่อจะจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตยให้แข็งแรง นั่นเป็นเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจนแล้วว่าเราไม่ได้หวังเข้าสู่อำนาจเราหวังจะเห็นความต้องการของประชาชนให้เป็นความสำเร็จ 

 

 

ฉะนั้นจะดราม่าอย่างไรก็ไม่เป็นไรเพราะอยากให้เห็นความจริง วันนี้เราต้องการความสามัคคีให้คนที่คิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายประชาธิปไตยช่วยกันทำให้เกิดความสำเร็จ ไม่ใช่ไปอิงอยู่กับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง หรืออิงอยู่กับความคิดใดความคิดหนึ่ง

 

 

สิ่งที่ตนพูดอาจจะเกิดความไม่สบายใจกับใครก็ตาม อาจจะมีรถทัวร์ลงก็ได้ แต่ผมคิดว่าเรายืนอยู่บนความเป็นจริง ผมอยากเห็นความเป็นจริง ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหา เราไม่อยากเห็นความเชื่อทำให้เกิดเป็นความจริง แต่อยากเห็นความจริงเอามาคลี่คลาย

 

 

ส่วนที่มีกระแสเจรจาดีลลับแจกกล้วย นายภูมิธรรม กล่าวว่าเราก็ได้ยินเรื่องนี้มาเป็นข่าวเร็วอีกข่าวหนึ่ง เมื่อมันเป็นข่าวลือก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าความเป็นจริงเป็นเช่นไร หากเป็นจริงมันเสียหาย ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือการกลับไปตรวจสอบคนของตัวเอง เพราะประวัติศาสตร์การเมืองไทยเรื่องการแจกกล้วยก็ดีงูเห่าก็ดีมันเกิดขึ้นแล้ว เราจึงเสนอเพื่อให้เกิดความระมัดระวังไม่ได้เสนอไปตามข่าวลือ หรือเอาเรื่องนี้มาโจมตีกันมันต้องให้เกียรติ ทั้ง 2 พรรคมีเกียรติยศ ศักดิ์ศรีในคำมั่นที่ได้เคยให้ไว้กับประชาชน แต่เมื่อมีข่าวลือเราก็ต้องมาคุยกัน 

 

 

ในส่วนเพื่อไทยเราก็ได้พูดคุยกันในหมู่แกนนำในแต่ละภาค ว่าให้ลองไปพูดคุยดูว่ามีเรื่องเหล่านี้หรือไม่ เพื่อที่ต้องแก้ไขกันอย่างไร เรายังไม่ได้คิดไกลไปว่าจะเป็นกลุ่มภาคไหน เราให้เกียรติสมาชิกผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย เราจะต้องหาทางป้องกันมากกว่า มากกว่าที่จะไปเชื่อหรือไปดูหมิ่นลดค่าคนของพรรคเพื่อไทย เราเชื่อมั่นในคนของพรรคเพื่อไทยว่ามีสติปัญญามีจิตใจมุ่งมั่น พรรคเพื่อไทยอยู่มาได้ถึง 20 กว่าปี พิสูจน์ได้ว่าเรามุ่งมั่นจะทำในสิ่งที่เราให้ไว้กับประชาชน

 

logoline