
ผ่านฉลุย" กมธ.งบฯ "เห็นชอบ 1.63 หมื่นล้านเข้า"งบกลาง"
ผ่านฉลุย" กมธ.งบฯ "เห็นชอบ 1.63 หมื่นล้านเข้า"งบกลาง" 35 เสียงเห็นชอบมีเพียง 7 เสียง จากฝ่ายค้าน "ก้าวไกล"- " ประชาชาติ" ไม่เห็นด้วย " ศิริกัญญา " ก้าวไกล ชี้ไม่เหมาะสมในการแปรคืนงบประมาณเป็น"งบกลาง"อ้างสู้" โควิด"
วันที่ 2 สิงหาคม น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก) ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ กมธ.มีวาระประชุมเพื่อลงมติแปรคืนงบประมาณที่ได้ตัดมาจำนวน 16,300 ล้านบาท ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้แปรงบประมาณจำนวน 16,300 ล้านบาทเข้าสู่งบกลางทั้งหมด
โดยองค์ประชุมในวันนี้มี 45 คน เห็นด้วย 35 เสียง ไม่เห็นด้วย 7 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง โดยมีนายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองประธาน กมธ. ทำหน้าที่ประธานในการประชุม
สำหรับผู้ที่ไม่เห็นด้วย คือ พรรคก้าวไกลทั้ง 6 คน และพรรคประชาชาติ 1 คน ได้แก่ 1.นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล 2.น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล 3.น.ส.วรรณวิภา ไม้สน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 4.น.ส.วรรณวรี ตะล่อมสิน ส.ส.กทม.
5.นายวาโย อัศวรุ่งเรือง ส.ส.บัญชีรายชื่อ 6.นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และ 7.พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรคประชาชาติ
ก่อนหน้านี้ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 เปิดเผยว่า ในการประชุมกมธ.งบประมาณ เมื่อวันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมา มีวาระการประชุมเพื่อพิจารณาลงมติแปรคืนงบประมาณที่ได้ตัดมาทั้งหมดประมาณ 16,300 ล้านบาท
โดยมีการยื่น 2 ญัตติ ซึ่งญัตติแรกยื่นโดยนายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ส.ส.พลังประชารัฐ ในฐานะ กมธ.งบประมาณฯ ที่ยื่นญัตติเพื่อแปรงบประมาณไปที่งบกลางประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลือแบ่งเป็น 2 พันล้านบาทจะไปที่กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น
ขณะที่จำนวนหนึ่งกระจายไปยังสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และสำนักงานอัยการสูงสุด และมีหน่วยงานอื่นๆ อีกเล็กน้อย
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ตนได้เสนอญัตติให้แปรงบประมาณ 16,300 ล้านบาท ไปยังกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อชดเชยรายได้ภาษีที่ดินที่หายไปจากการลดอัตราภาษีที่ดินในช่วงปี 63-64 มูลค่า 13,200 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะถูกแปรไปยังสำนักงานกองทุนหลักประกันสุขภาพ 860.24 ล้านบาท
กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา 631.73 ล้านบาท กองทุนการออมแห่งชาติ 460 ล้านบาท กองทุนฟื้นฟูเกษตรกร 500 ล้านบาท กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี 100 ล้านบาท กองทุนช่วยเหลือเกษตรกร 100 ล้านบาท และกองทุนประกันสังคม 509.61 ล้านบาท
ซึ่งญัตติของตนที่ตั้งขึ้นได้ผ่านการเจรจาต่อรองกับกรรมาธิการทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลหลายคน จนสามารถได้เสียงจากฝ่ายรัฐบาลมาส่วนหนึ่งแต่ไม่เด็ดขาดมากพอ ทำให้สุดท้ายการลงญัตติทั้งสองญัตติไม่ประสบความสำเร็จทำให้ต้องมีการนัดประชุมอีกครั้งในช่วงบ่ายวันนี้ เวลา 13.30 น. เพื่อลงมติดังกล่าวกันอีกครั้ง
“ญัตติที่จะแปรไปยังงบกลางไม่เหมาะสม อาทิ การที่จัดสรรงบกลางไปเพิ่ม 1 หมื่นล้านบาท แม้จะเหตุผลเพื่อแก้ไขปัญหาโควิด แต่สภาฯเพิ่งจะอนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะเพิ่มเงิน 1 หมื่นล้านบาท ที่สำคัญแม้ว่าจะใช้งบกลางหมดแล้ว แต่รัฐบาลยังมีเงินสำรองจ่ายอีก 5 หมื่นล้านบาท ตามพ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ
ดังนั้นการแก้ไขปัญหาโควิด ไม่ใช่ว่าเราไม่มีเงิน และเราไม่จำเป็นที่จะใส่เงินที่เราตัดได้ไปไว้ในงบกลางเพิ่ม อีกทั้งงบกลางเป็นรายการที่มีการตรวจสอบได้ยากจากฝ่ายค้าน เพราะมีอำนาจเต็มของนายกฯที่จะอนุมัติงบประมาณไปโครงการต่างๆ จากงบกลางโดยเฉพาะเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็น
รวมทั้งที่ผ่านมาก็ไม่ได้รับความร่วมมือจากสำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง และหน่วยงานต่างๆ ในการให้ข้อมูล จึงเป็นเรื่องยากในการตรวจสอบ แม้แต่สำนักงบประมาณของรัฐสภา ก็จัดทำรายงานวิเคราะห์งบประมาณก็มีข้อมูลเดือนมี.ค. 64 เท่านั้น” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานต่างๆ ขอแปรญัตติเพิ่มงบประมาณวงเงินกว่า 2 แสนล้านบาท ดังนั้นเงินจึงไม่ใช่ว่าไม่ใช่ที่ไป เพราะมีหลายงานที่ขาดงบประมาณในปีนี้ เนื่องจากตั้งงบประมาณลดลงจากปีที่แล้ว ซึ่งสมควรและเหมาะสมมากกว่าที่จะอยู่ในงบกลาง
ตอนแรกมีการตั้งว่าจะคืนงบไปในงบกลาง 1 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อมีกรรมาธิการส่วนหนึ่งจากพรรคร่วมรัฐบาลไม่เห็นด้วยก็มีการเจรจาต่อรองและปรับลดเหลือ 5 พันล้านบาท
"ถามว่านี่คืออะไร จะเป็นแบบไหนก็ได้ที่ไม่กำหนดกฎเกณฑ์ชัดเจน หรือมีหลักเกณฑ์ว่าจะใช้เงินส่วนนี้แค่ไหนอย่างไร หรือเป็นเพียงแค่การเตรียมงบประมาณไว้สำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น"
"ขอให้ช่วยกันคืนงบของประชาชนเพื่อสวัสดิการของประชาชน อย่านำเงินงบเป็นเช็กเปล่าให้นายกฯ จะนำข้อมูลดังกล่าวไปอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลด้วย"



