ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณา พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม พ.ศ.2564 หรือ “พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท”

 


นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้อภิปรายว่า สิ่งที่คาดหวังจะได้เห็นจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท คือ หวังว่าจะไม่ซ้ำรอยกับการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 1ล้านล้านบาท ซึ่งมีอยู่ 3 วิธีที่จะแก้ไขปัญหาได้ คือ 1.มีความจริงจังในการแก้ปัญหาสาธารณสุข การกู้เงินใน 2 ครั้ง เหมือนกับนำปัญหาสาธารณสุขมาบังหน้ากู้เงิน การกู้เงินครั้งนี้ ระบบสาธารณสุขได้เงินแค่ 3 หมื่นล้าน หรือร้อยละ 6 นี่คือการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุใช่หรือไม่ ถือว่าไม่เข้าใจการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง 


2.จะต้องไม่เยียวยาแบบเดิม เหมือนตอนกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ที่ใช้เงินเยียวยาไป 7 แสนล้านบาท แล้วยังจะขอกู้เงินเพื่อนำไปเยียวยาอีก 3 แสนล้านบาท ถ้าการเยียวยาได้ผลจริง วันนี้คงไม่ต้องมากู้เงินอีก วิธีแก้ปัญหาต้องไม่ใช่การแจกเงิน แต่ต้องสร้างงาน เปลี่ยนจากการเสกเงินเป็นเสกงาน สร้างอาชีพ

 

3.ต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมเพื่ออนาคต การกู้เงินรอบที่แล้ว มีงบฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม 4 แสนล้านบาท แต่กลับถูกโอนไปใช้ในการเยียวยา เหลือเงินในการฟื้นฟูแค่ 2.5 แสนล้านบาท และยังถูกเอาใช้ในโครงการคนละครึ่งอีก 2 แสนล้านบาท เบ็ดเสร็จเหลือเงินเพื่อการฟื้นฟูไม่ถึง 5 หมื่นล้านบาท ดังนั้นจึงต้องฟื้นฟูอย่างเอาจริงเอาจังเพื่ออนาคตประเทศ 


“ขอบอกว่า รมว.คลัง และสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ว่า การกู้เงินในนาทีนี้ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด สิ่งสำคัญกว่านั้นคือ ต้องกู้หน้านายกรัฐมนตรีและรัฐบาล และสิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องกู้ความเชื่อมั่น ถ้ากู้ความเชื่อมั่นกลับมาไม่ได้ ต่อให้กู้เงินอีกเท่าไรก็แก้ปัญหาไม่ได้” ส.ส.ภูมิใจไทยผู้นี้ระบุ