เมื่อวันที่ 4 พ.ค.2564 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวผ่านเฟชบุ๊คไลฟ์ peace talk หัวข้อ “ยกที่ 4 ประยุทธ์ออกไป” โดยระบุตอนหนึ่งว่า สถานการณ์การระบาดที่เขนคลองเตย เวลานี้ลุกลาม อย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญกว่านั้นคือการแก้ไขปัญหาในระดับเร่งด่วน โดยเฉพาะเรื่องสถานการณ์วัคซีน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ยึดพระราชบัญญัติ 2 ครั้งครั้งแรก 40 ฉบับ เอาอำนาจจากรัฐมนตรีมาเป็นของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เอง ส่วนครั้งที่2 ลดเหลือฉบับเดียว และครั้งที่ 3 ก็ยึดอีก 31 ฉบับ มี 29 ฉบับซ้ำกับครั้งเเรก แต่ในครั้งที่ 3 พ.ร.บ.ที่ถูกนำมาใช้และยึดอำนาจจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมาเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี นั่นคือ พ.ร บ.ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ 2561    

นายจตุพร กล่าวว่า ประเด็นเรื่องการจัดหาวัคซีน ซึ่งมีการถกเถียงกันมากมาย ตนก็ได้ดูบรรดาแพทย์ที่ออกรายการโทรทัศน์ พยายามอธิบายว่า การจัดซื้อวัคซีนต้องซื้อผ่าน องค์การเภสัชกรรม หมายความว่า บรรดาเอกชนทั้งหลาย หากจะซื้อวัคซีน ต้องรอองค์การเภสัชกรรมซื้อก่อน และเอกชนจะไปซื้อต่อ ซึ่งในสถานการณ์เช่นนี้ไม่ควรเงื้อง่าราคาแพงแบบนี้ ส่วนตัวมองว่าหากเป็นกฎหมายว่าจะต้องเป็นเช่นนั้น ไหนๆก็ใช้อำนาจถึงขนาดนี้แล้ว อะไรที่เป็นอุปสรรค เป็นปัญหาก็ตราเป็นพระราชกำหนด ในระหว่างที่สภายังไม่เปิด เหล่านี้ล้วนแต่เป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร เช่น ต่อไปนี้บรรดาวัคซีนที่ได้รับการรับรองมีการนำมาใช้ทั่วโลก มียี่ห้อใดบ้างและขั้นตอนระหว่างเอกชนจัดซื้อ ให้สามารถดำเนินการได้ เพราะหากรอผ่านองค์การเภสัชกรรม จะไม่ทันต่อสถานการณ์

วันนี้มันยังมีปัญหา มีวัคซีนแล้วยังไม่มีปัญญาฉีดครบ นี่ก็เป็นปัญหา เพราะว่าศักยภาพวันนี้ก็พิสูจน์แล้ว ตั้งเป้า 3 แสนรายต่อวัน อย่างไรก็อยู่ในระดับ 23,000 รายต่อวันเท่านั้น แต่ที่สำคัญที่สุดประเทศมันต้องเปิดอย่างเสรี ถ้ามันเป็นอุปสรรคอย่างที่ผมบอกว่า ตราพระราชกำหนดและก็แก้ระบบทั้งหมด จัดการขึ้นมาใหม่เพราะว่าถ้าไม่ทำอย่างนั้นก็จะต้องอยู่ในวังวน” นายจตุพรกล่าว

นายจตุพร กล่าวว่า หากประชาชนเชื่อว่า วัคซีนคือทางออก ตนก็เชื่อว่า ถ้าเอกชนได้สิทธิ์นำเข้าอย่างเสรีและโดยการกำหนดยี่ห้อ เช่น องค์การเภสัชกรรม ก็ต้องรู้ว่าในโลกนี้มีกี่ยี่ห้อที่สามารถใช้การได้  ก็ให้ระบุตามยี่ห้อดังต่อไปนี้ซึ่งทั้งโลกก็มีความปรากฏกันอยู่แล้ว ส่วนอะไรที่มีความเสี่ยง องค์การเภสัชกรรมต้องขึ้นลิสต์ไว้ว่า ทำไม่ได้ แต่หากให้การอ้อมไปอ้อมมา รอให้กลไกรัฐโดยองค์การเภสัชกรรม ไปซื้อมาแล้วเอกชนไปซื้อต่อนั้น ตนอยากถามว่าภายใต้สถานการณ์เช่นนี้สมควรหรือไม่

ระบบการบริหารจัดการนั้นมันมีกฎหมายอยู่ นายกรัฐมนตรีเมื่อคุณยังทนไม่ยอมออกไป หรือจะไปเชื่อซูเปอร์โพล คุณต้องคิดสิ คุณนะมันเจ้าอำนาจอยู่แล้ว รวบอำนาจเบ็ดเสร็จ คุณไม่ไปถามวิษณุ เครืองาม อะไรที่เป็นปัญหาอุปสรรคคุณก็ตราเป็นพระราชกำหนด แต่คุณจะมาอ้างกฎกติกาแล้วทำให้วัคซีนเข้ามายังประเทศไทยไม่ได้ ไอ้อันนั้นมันเรียกว่า ด้อยประสิทธิภาพ ผมไม่เชื่อว่าโง่ แต่ผมบอกว่าบางทีเขาอาจจะจงใจ” นายจตุพร กล่าว