ข่าว

"สุพจน์" ระบุ ส.ว.และ ส.ส.ปัดเศษบางส่วน คือ หอกข้างแคร่ เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย

"สุพจน์" ระบุ ส.ว.และ ส.ส.ปัดเศษบางส่วน คือ หอกข้างแคร่ เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย

16 มี.ค. 2564

'โฆษกพรรคประชาชาติ' ระบุ ส.ว.และ ส.ส.ปัดเศษบางส่วน คือ หอกข้างแคร่ เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย และรับใช้เผด็จการ

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2564 นาย สุพจน์ อาวาส โฆษกพรรคประชาชาติ ระบุว่า ส.ส. ปัดเศษ และ ส.ว. บางส่วนเป็นของใกล้จะหมดอายุจึงต้องดิ้นรนและหาทางที่จะอยู่ยาวและนับวันประชาชนจะมองเห็นได้ชัดว่าตั้งหน้าตั้งตาและมุ่งมั่นรับใช้เผด็จการ ไม่มีความคิดเป็นตัวของตัวเองที่จะพัฒนาบ้านเมืองและทำตัวเหมือน 'นายว่าและ (ตัว) ข้าฯ จะดิ้นรน พร้อมหาทางออกที่มีตราประทับรับรอง" รอกันมาหลายวันสำหรับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ อ่านดูแล้วจะมีสาระหลักๆ อยู่ที่หน้า 10-11 จึงขอให้ข้อสังเกตจากการที่ได้อ่านคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 ดังนี้

1. หากจะมีการแก้ไขครั้งต่อไปต้องมิใช้คำว่า “การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” เช่น ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 ที่เป็นปัญหาอยู่ปัจจุบัน โดยให้ใช้คำว่า “แก้ไขมาตรา.... ถึงมาตรา ...และมาตรา .... ถึงมาตรา .....” เป็นต้น และ ห้ามใช้คำว่า “แก้ไขหมวด....” เพราะจะมีการส่งศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความอีกว่า แก้ไขหมวด ไม่ใช่เป็นการแก้ไขรายมาตรา 

2. กำหนดวัตถุประสงค์ของการแก้ไขว่า 'เพื่อปกป้องความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ และรักษาความต่อเนื่องของรัฐธรรมนูญ ให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน'

3. ศาลได้รับรองอำนาจในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญว่าเป็นอำนาจของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 156 (15) ประกอบมาตรา 256 แต่ต้องไม่ใช่เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมทั้งฉบับ "

   "สำหรับประเด็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นการแก้ไขทั้งฉบับหรือไม่ คงถกเถียงกันอีกยาว

    เมื่อเป็นดังนี้ จึงควรปล่อยให้รัฐสภาซึ่งเป็นกลไกของฝ่ายนิติบัญญัติได้ใช้อำนาจหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญได้ให้อำนาจไว้ โดยหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดประเด็นว่า เป็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวไว้"

   " จะว่าไปแล้วในระบบการปกครองแบบรัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ถือเป็นผู้ที่ได้รับฉันทานุมัติมาจากประชาชนโดยตรงให้เข้ามาใช้อำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน 3 เสาหลักของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ในการตรากฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิหรือคุ้มครองสิทธิของประชาชน และถ่วงดุลการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ ให้เกิดการคานและดุลอำนาจกัน จากแนวคิดนี้จะมีแดนหรือขอบเขตในการใช้อำนาจของแต่ละฝ่ายอยู่ ที่สำคัญจะต้องรักษามรรยาท ไม่ใช้อำนาจของฝ่ายตนไปล่วงล้ำ ก้าวก่ายการใช้อำนาจของอีกฝ่ายหนึ่งโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้เสียสมดุลของ 3 เสาหลักไป" 

   " ประการสำคัญหากอำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชนจริง ก็ควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หรือ ว่าแท้จริงแล้วอำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของคณะรัฐประหาร ที่เป็นผู้อนุญาตให้มีรัฐธรรมนูญโดยใช้ประชามติของประชาชนเป็นกระบวนการในการสร้างความชอบธรรม ถึงได้มีความพยามยามที่จะหวง หรือ กีดกันและรักษาฐานอำนาจไว้ให้นานที่สุด จึงได้มีหอกข้างแคร่ คอยหยิบยื่นดาบให้องค์กรอื่นทิ่มแทงองค์กรของตนให้ระส่ำระสาย ขาดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องอยู่ร่ำไป"

" ที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งยวด คือ ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อมิให้นำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาผูกพันกับทุกองค์กร เพราะศาลรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่แค่ตีความรัฐธรรมนูญที่เรียกว่า judicial review เท่านัั้น เพราะไม่เช่นนั้น อาจทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบได้ อีกทั้ง คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ควรไปผูกพันคำตัดสินของศาลยุติธรรมซึ่งพิจารณาข้อกฎหมาย หรือ ข้อเท็จจริงเฉพาะเรื่อง  เพราะการมีประมวลกฎหมาย ว่าด้วย วิธีพิจารณาความอย่างละเอียดทำให้ประชาชนมั่นใจว่า กระบวนการพิจารณาของศาลยุติธรรมมีความเที่ยงตรงและเป็นธรรม เช่น กรณี 'บ้านพักทหาร' ก็พิจารณาและคัดลอกเพียงคำให้การบางส่วนของ 'บิ๊กแดง' อย่างเดียว ส่วนข้อกฎหมายก็ไปพิจารณาระเบียบกองทัพ เพียงอย่างเดียว พร้อมทั้ง ก้าวล่วงกระบวนพิจารณาของศาลยุติธรรมและเหตุนี้ ทำให้ประชาชนหมดความศรัทธาทั้งระบบยุติธรรม" นาย สุพจน์ อาวาส ทิ้งท้ายไว้ในที่สุด

สุพจน์ อาวาส
โฆษกพรรคประชาชาติ