23 ก.พ.64  นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวย้ำถึงประเด็นตั๋วช้างในการแต่งตั้งโยกย้ายภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ สตช. ว่า ส่วนตัวเริ่มทำการบ้านต่อ หลังพูดเรื่องป่ารอยต่อ จนประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง มีคนติดต่อมา พร้อมให้ข้อมูลหลักฐาน จึงทำการบ้านทีละนิด ปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมด ซึ่งส่วนตัวไม่ได้เป็นตำรวจ และที่ผ่านมาทะเลาะกับตำรวจบ่อยครั้ง

 

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า การอภิปรายเน้นไปเรื่องการสอบรัฐบาล ปล่อยปละละเลย ให้มีทุจริตคอร์รัปชัน จึงยังไม่มีการนำเสนอปฏิรูปตำรวจ แต่เห็นด้วยกับการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง เพราะมีบ่อน มีการค้ามนุษย์ และยิ่งช่วงสถานการณ์โควิด ทำให้เห็นว่าโควิดหาบ่อนเก่งกว่า สภาพแบบนี้ ทำให้ประชาชนคาใจ ทำไมไม่ทำหน้าที่ควรทำ แต่เอา ตชด. มาปราบม็อบ

   ทั้งนี้ ส่วนตัว ย้ำว่า เมื่อปะติดปะต่อมาเรื่อยๆ จนมาเจอเรื่องนี้ จึงทำให้เข้าใจตำรวจทุกอย่าง และทำไมต้องปล่อยให้มีบ่อน ธุรกิจผิดกฎหมาย เพราะลำพังเงินเดือนตำรวจ ไม่สามารถซื้อตั๋วได้ และยืนยันว่าที่พูดถึงปัญหานี้ เพื่อให้เกิดจุดหนึ่งแล้วกระทบชิ่งไปสู่การเปลี่ยนแปลง

     ส่วนจะต้องเริ่มจากไหนเพื่อแก้ไขระยะยาวนั้น ส่วนตัวสนับสนุนแก้โครงสร้างใหม่หมด ซึ่งในมุมพรรคมีการศึกษาต่างประเทศ โดยใช้โมเดลญี่ปุ่น คือ กระจายอำนาจตำรวจไปยังท้องถิ่น หรือจังหวัด จะได้ไม่ต้องวิ่งเข้าศูนย์กลางอำนาจเหมือนที่ผ่านมา แม้ระบบตั๋วหรือระบบฝาก แก้ไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เชื่อว่าดีขึ้น ลดความรุนแรงโดยเฉพาะโยกข้ามห้วย ซึ่งแบบนี้ไม่ได้เกิดประโยชน์กับพื้นที่ เพราะถ้าเป็นคนพื้นที่จะรู้ปัญหา

     นายรังสิมันต์ ขยายความต่อว่า นอกจากโมเดลญี่ปุ่นแล้ว โครงสร้างตำรวจในสหรัฐอเมริกา ก็น่าสนใจ หากรัฐบาลเอาจริง ควรลองให้ภาคส่วนต่างๆ เสนอ อย่าหวงอำนาจว่าจะคุมไม่ได้ โดยขอให้นึกถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง และไม่ควรมีการแบ่งแยกเกรด สน. สภ. เหมือนที่ผ่านมา เพราะทุกคนอยากได้ตำรวจมีคุณภาพและประสิทธิภาพ
 

    อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ต้องใช้งบประมาณสนับสนุน แต่ตำรวจก็ไม่ควรซื้อปืนเอง เช่นเดียวกัน หากข้าราชการต้องซื้อคอมพิวเตอร์ทำงานเอง และใครจะมีใจไปทำงาน รวมถึงพนักงานสอบสวนควรเป็นอิสระ แต่ภายใต้บริบทฝ่ายค้าน จึงตั้งคำถามไปยังรัฐบาล และเห็นด้วยปฏิรูปผลักดัน เพื่อแก้ปัญหาพวกนี้ระยะยาว

     ส่วนการเดินหน้าต่อ เบื้องต้นจะยกร่างพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ฉบับใหม่ ซึ่งอยู่ระหว่างศึกษาและผลักดันต่อไป โดยสัปดาห์หน้ามีวาระการประชุมสภาฯ เกี่ยวกับเรื่องนี้ และในชั้นกรรมาธิการ ซึ่งมีผู้แทนมากประสบการณ์ในวงการตำรวจของพรรค แม้สัดส่วนน้อยแค่ 2 คน จาก 49 คน จะเข้าไปผลักดัน แม้เสียงอาจเบาก็ตาม