23 ก.พ.64 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการพิจารณาคดี กลุ่มกบฏ กปปส. ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. กับพวกรวม 39 คน เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันเป็นกบฏ ก่อการร้าย ล้มล้างระบอบการปกครอง มั่วสุมชุมนุมก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง ฯ โดยคดีนี้อัยการโจทก์ยื่นสำนวนฟ้องต่อศาลอาญาเมื่อวันที่ 24 ม.ค.2561 และศาลรับฟ้องไว้พิจารณาเป็นคดีหมายเลขดำ อ.247/2561 ขณะที่นายสุเทพ กับพวกจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธต่อสู้คดี และได้รับการประกันตัวทุกคน
ศาลอาญาจึงดำเนินการสืบพยานแบบต่อเนื่องที่ทั้ง2ฝ่ายนำเข้าสืบหักล้าง จนแล้วเสร็จ และนัดฟังคำพิพากษาคดีวันที่ 24 ก.พ.นี้ เวลา 09.00 น.ที่ห้องพิจารณา 704
 

สำหรับคดีนี้อัยการโจทก์ระบุฟ้องพฤติการณ์ความผิดพวกจำเลยสรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 23 พ.ย.56 - 1พ.ค. 57 ต่อเนื่องกัน นายสุเทพ จำเลยที่ 1 ได้จัดตั้งคณะบุคคล ชื่อ “คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อัน มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”หรือ กลุ่ม กปปส. มีนายสุเทพ เป็นเลขาธิการโดยร่วมกันมั่วสุมเป็นอั้งยี่ ซ่องโจร กองกำลังแบ่งหน้าที่กันกระทำก่อความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักรฐานเป็นกบฏเพื่อล้มล้างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองทั้งอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ โดยร่วมกันยุยง ปลุกระดมให้ประชาชนทั่วประเทศกระด้างกระเดื่องร่วมชุมนุมขับไล่ ก่อความไม่สงบเพื่อขับไล่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี(ขณะนั้น) ให้ออกจากตำแหน่ง รวมทั้งขัดขวางการเลือกตั้ง สส.ทั่วไป เพื่อมิให้นายกรัฐมนตรี และครม.ชุดใหม่เข้าบริหารประเทศ ให้ข้าราชการระดับสูงรายงานตัวกับกลุ่มกปปส. จากนั้น กปปส.จะแต่งตั้งคณะบุคคลเข้าบริหารประเทศเป็นรัฐบาลประชาชนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งจะออกคำสั่งแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และครม. โดยจะนำรายชื่อขึ้นกราบบังคมทูลเอง รวมทั้งจัดตั้งกองกำลังส่วนหนึ่งพร้อมอาวุธเข้าไปบุกยึดสถานที่ราชการและหน่วยงานสำคัญต่างๆ หลายแห่ง เช่น ทำเนียบรัฐบาล สตช. บช.น. สำนักงานเขตหลักสี่ ศูนย์เยาวชนกรเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) เพื่อไม่ให้รัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินได้ รวมทั้งการปิดกั้น ขัดขวางเส้นทางคมนาคมขนส่งเป็นเหตุให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน

นอกจากนี้ช่วงระหว่างวันที่ 13ม.ค.- 2 มี.ค.57 พวกจำเลยได้บังอาจปิดกรุงเทพมหานคร(Bangkok Shutdown)ด้วยการตั้งเวทีปราศรัยทั่วกรุงเทพมหานครรวม7จุดปิดกั้นเส้นทางการจราจร จัดตั้งกองกำลังรักษาพื้นที่ วางเครื่องกีดขวาง ไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง

การกระทำของพวกจำเลยล้วนไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550เพื่อล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงอำนาจบริหารตามรัฐธรรมนูญ

เหตุเกิดในกรุงเทพมหานคร และอีกหลายท้อง ที่ทั่วราชอาณาจักรเกี่ยวพันกัน

โจทก์จึงขอให้ศาลพิพากษาลงโทษพวกจำเลยด้วยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา113,116,117,135/1,209,210,215,216,362,364,365 และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่งส.ว.พ.ศ.2550 มาตรา 76,152

ด้านนายชนุดม ปิติฤกษ์ เลขานุการศาลอาญา เปิดเผยว่า ศาลอาญา มีความพร้อมสำหรับการอ่านคำพิพากษาคดีกปปส.แล้ว โดยใช้ห้องพิจารณา 704 ซึ่งเป็นห้องพิจารณาใหญ่ที่สุดของศาล สามารถรองรับจำนวนคนได้นับร้อยคน

อย่างไรก็ตามก็ต้องจัดที่นั่งเว้นระห่างตามสถานการณ์ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด โดยบริเวณประตูทางเข้าอาคารศาลอาญา จะมีเจ้าหน้าที่ใช้อุปกรณ์ ตรวจวัดอุณหภูมิ โดยขอความร่วมมือทุกคนสวมให้หน้ากากอนามัย มีเจลแอลกอร์ฮอล้างมือไว้บริการ

สำหรับการรักษาความเรียบร้อยภายในบริเวณศาลจะมีตำรวจศาล เจ้าหน้าที่ตำรวจจากสน.พหลโยธิน เจ้าหน้าที่ รปภ.ศาลคอยดูแลอย่างใกล้ชิด รวมทั้งการใช้เครื่องสแกนตรวจเพื่อค้นหาอาวุธ วัตถุระเบิดและสิ่งผิดกฎหมาย บริเวณประตูทางเข้าอาคารศาลด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับ จำเลยคนสำคัญคดีนี้ อาทิ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ หน.พรรครวมพลังประชาชาติไทย อดีตเลขาธิการ กปปส.

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ นางทยา ทีปสุวรรณ ภรรยา นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัล นายถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรืออดีตพระพุทธอิสระ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย นายวิทยา แก้วภราดัย นายไพบูลย์ นิติตะวัน นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นายแก้วสรร อติโพธิ นายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) พล.อ.ปฐมพงษ์ เกสรศุกร์ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายพิภพ ธงไชย นายสาวิทย์ แก้วหวาน นายสุริยใส กตะศิลา นายสาธิต เซกัล หรือเซกัลป์ นายสำราญ รอดเพชร นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายสมบูรณ์ ทองบุราณ น.ส.รังสิมา รอดรัศมี และน.ส.อัญชะลี ไพรีรัก

 

นายกฯ ชี้ เป็นเรื่องของศาลอาญาชี้ชะตาคดีกบฏ กปปส. ยันไม่ก้าวล่วง ยังไม่คิดทาบทามใครล่วงหน้าแทน 3 รมต. บอกตัดสินใจเองไม่พูดก่อนอยู่แล้ว

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ถึงกรณีที่ในวันพรุ่งนี้(24 ก.พ.) ที่ศาลอาญาจะมีการพิจารณาคดีแกนนำกปปส. ซึ่งรวมถึงรัฐมนตรีในรัฐบาล 3 คน ในคดีชุมนุมทางการเมืองปี 57 ได้เตรียมการไว้บ้างหรือไม่หากศาลพิจารณาแล้วว่ามีความผิด ว่า เรื่องนี้ตนไม่ขอตอบเป็นเรื่องของศาลอาญา ตนบอกกี่ครั้งแล้วว่าจะตัดสินอย่างไรก็เป็นเรื่องของศาลซึ่งเป็นองค์กรอิสระ ขณะที่รัฐบาลเป็นฝ่ายบริหาร ดังนั้นจะไปก้าวล่วงไม่ได้ ต่างฝ่ายต่างไม่ก้าวล่วงซึ่งกันและกันและต่างมีหน้าที่ของตัวเอง ซึ่งหน้าที่ของทุกคนคือทำให้ประเทศชาติปลอดภัย สงบสุข มีเสถียรภาพและความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ เพราะมีผลในเรื่องเศรษฐกิจการค้าและการลงทุน ดังนั้นทุกคนต้องช่วยกันทั้งหมด

ส่วนหากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองจริงกับรัฐมนตรี กปปส.ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล เตรียมทาบทามบุคคลในการเข้ารับตำแหน่งและจะมีการปรับ ครม.ทันทีหรือไม่ พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า "เรื่องรัฐมนตรีอะไรต่างๆตนยังไม่มี และเป็นเรื่องของตน ตนก็คิดมาตลอด การจะทำอะไรต่างๆ ตนไม่พูดก่อนอยู่แล้วแต่จะติดตามผลงาน ซึ่งมีหลายอย่างที่ต้องปฏิรูปกันทั้งหมด วันนี้ผมว่าความขัดแย้งบางทีเอาความขัดแย้งเก่าๆ ไม่ได้บอกว่าผิดหรือถูก แต่บอกว่ามันต้องพิสูจน์ทราบให้ชัดเจน อะไรถึงศาลก็ศาล อะไรที่ต้องประเมินโดยผมที่เป็นนายกฯ และหัวหน้ารัฐบาลตนก็จะประเมินของตน เพราะตนสั่งไปหลายๆเรื่องทุกกระทรวงและทั้งหมดก็ต้องไปสู่กลไกในการบริหารของรัฐบาลและพรรคร่วม ซึ่งทุกคนก็มีเจตนารมณ์ที่มุ่งมั่นอันเดียวกัน

ทั้งนี้ในช่วงท้ายนายกฯ กล่าวด้วยว่า คำถามที่เป็น"กระพี้"ขอให้ลดลงหน่อยก็แล้วกัน "กระพี้"ที่เป็นเปลือกนอกของต้นไม้ แก่นมันอยู่ตรงไหนถามตรงแก่นตรงนั้น และอะไรที่สร้างความขัดแย้งโดยที่ไม่ใช้ข้อเท็จจริงขยายความไปก็เท่านั้น ซึ่งอยู่ที่กระบวนการตรวจสอบได้ทั้งหมดอยู่แล้ว ซึ่งบางเรื่องไม่ใช่จะต้องทันทีบางทีปัญหาซับซ้อน แต่อย่าทำบ้านเมืองไม่สงบก็แล้วกัน ตราบใดที่ยังไม่ใช่ข้อเท็จจริงต้องมีการตรวจสอบทุกเรื่อง