นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นอภิปรายไม่ไว้วางใจ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในประเด็นการใช้ ม.44 ยกสัปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวให้กับเจ้าสัวฯ ต่อสัปทานไปอีก 40 ปี 

โดยนายยุทธพงศ์ ชี้ว่ามีข้อพิรุธ

 1.ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 

 2.ผิดกฏหมาย พ.ร.บ.ร่วมทุน ปี 2562

 3.ขัดมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวานที่ 20 พ.ย.61

4.เป็นการกระทำที่ขัดแห่งผลประโยชน์ด้วยการผูกขาดตัดตอน เอื้อประโยชน์ให้เจ้าสัวฯ BTS เพียงเจ้าเดียว โดยไม่มีการประมูล ทำให้รัฐเสียหาย ซึ่งนับเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ฮั้ว การเสนอราคาต่อหน่วยงานภาครัฐ จัดฉากสร้างหนี้เพื่อยกสัมปทานให้กับเอกชน

 5.สร้างความเดือดร้อนให้กับคนกรุงเทพฯ เพราะจะเป็นรถไฟฟ้าที่มีค่าโดยสารที่แพงที่สุดในโลก ถือเป็นการจับประชาชนเป็นตัวประกัน 

นายยุทธพงศ์ ยังชี้ว่า ผู้ว่าฯ กทม.ไม่ได้บอกความจริงกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่า กรณีการหมดสัญญาเส้นทางรถไฟฟ้าไข่แดง ในปี 2572 ได้ไปจ้างให้บริษัท BTS วิ่งรถต่อ ไปถึงปี 2585 ตนย้อนถามว่า บ้องตื้อแค่ไหน นำเส้นทางไข่แดงที่ผ่านย่านธุรกิจ ย่านที่อยู่อาศัยที่ดีที่สุดของไทย แทนที่รัฐบาลจะนำมาเป็นของ กทม.เมื่อหมดสัญญา เพื่อบริหารเอง และสัญญาจ้างสิ่งรถกทม.ก็ไปผ่านกรุงเทพธาคม หรือ KT และ KT ก็ไปจ้าง BTS ต่อด้วยวิธีพิเศษทำสัญญามูลค่าล่วงหน้ามูลค่า 187,800 ล้านบาท  โดยไม่ผ่านการประมูล ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย พร้อมขอฝากไปยัง ป.ป.ช.ด้วย เพราะตนทราบมาว่าจะเป่าคดีนี้ทิ้ง มีคนไปวิ่งเต้นอยู่

นายยุทธพงษ์ ได้ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติในปี 2559  ในสมัยหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ไปจ้าง BTS วิ่งรถในรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายเขียวเหนือและเขียวใต้ แต่ขณะนั้นยังขึ้นอยู่กับรฟม.ภายใต้กำกับกระทรวงคมนาคม จึงย้อนถาม กทม.มีอำนาจหรือมีสิทธิ์อะไรให้บีทีเอสวิ่งรถ และยังทำสัญญาล่วงหน้าอีก 1.6 แสน ล้านบาท 

ทั้งนี้ในปี 2561 มติคณะรัฐมนตรีที่มีพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็มีมติให้กู้เงินกระทรวงการคลังไปใช้หนี้รฟม.เนื่องจากได้โอนส่วนต่อขยายสายสีเขียวเหนือและเขียวใต้ จากรฟม.ให้กทม.ซึ่งให้กทม.รับหนี้แทน ดังนั้น พลเอกอนุพงษ์จะมาบอกว่าที่ต้องยกสัมปทานให้เขา 40 ปีมีมูลค่ากว่า 6 แสนล้านบาท เพราะกทม.เป็นหนี้ไม่ได้

และมติครม.ระบุชัดเจน ระบุชัดเจนให้ดูแลค่าโดยสารไม่ให้แพง แต่ต้องระบุตรงๆว่าโคตรจะแพง หนี้ไม่ใช้กลับใช้ ม.44 เจรจาBTS เพื่อขยายสัมปทานแรกหนี้ และอนุโลมว่าเป็นการแก้ไขตาม พ.ร.บ.ร่วมทุน ถือเป็นการเอื้อประโยชน์หรือไม่ โดยอาจถือเป็นนิติกรรมอำพรางโดยใช้ตัวแทนเพื่อหลีกหนีพ.ร.บ.ร่วมทุน และพ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างของรัฐ ผิดกฎหมายอาญามาตรา 157 

"นายกฯบอก เคารพกฎหมาย แล้วท่านไปออกม.44 ให้กับเจ้าสัวบีทีเอสอยู่เจ้าเดียว ทำไมไม่ออกให้กับคนอื่นบ้าง "

นายยุทธพงศ์ ยังถามหา นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่มีคนกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ เห็นด้วยกับการต่อสัญญา แต่ขณะนี้ไม่เห็นด้วยแล้ว หลังจากปี 2562 สภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นชอบให้ขยายสัมปทาน และได้ส่งให้ครม.พิจารณา

นอกจากนี้ นายยุทธพงศ์ ยังชี้ให้เห็นว่าในเส้นทางไข่แดง ช่วงหมอชิตถึงอ่อนนุช เป็นสัญญาร่วมทุน แต่ว่าต่อขยายคือสัญญาจ้างสิ่งรถ การนำขบวนรถผ่านตลอดเส้นทาง จึงถือเป็นการใช้ทรัพย์สินร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชน มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมกัน จึงต้องเป็นพ.ร.บ.ร่วมทุน จึงเป็นปัญหาที่ใช้ ม.44 หนีพ.ร.บ.ร่วมทุน

"พร้อมกับระบุว่าเรื่องนี่นายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้ชี้แจงเอง เรื่องนี้ผู้ที่ได้ผลประโยชน์มากที่สุดคือบริษัทบีทีเอส วิ่งรถได้ไกลขึ้นก็ไปขนคนจากสมุทรปราการมาพื้นที่ไข่แดง จากปทุมธานีมาพื้นที่ไข่แดง และยังได้ค่าจ้างวิ่งรถได้แต่กำไร แถมยังไปเอาเงินในอนาคตมาใช้ นำสัมปทานไปขายให้กับนักลงทุนเป็นหุ้น BTS GIF ได้เงินสดมา ผลประโยชน์มหาศาล" 

บรรยากาศการอภิปรายเริ่มตรึงเครียดหลัง ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลรุมประท้วง หลัง นายยุทธพงศ์ นำรูปผู้หญิงมาอภิปรายก่อนที่นายยุทธพงศ์จะชี้แจงว่า ตนจะเปรียบเทียบรถไฟฟ้าสายสีเขียวเหมือนสาวสวยเพราะเป็นเส้นทางที่ดีที่สุดทำกำไรดีที่สุดในประเทศไทย แต่การที่นายกรัฐมนตรีออกม.44 เหมือนผู้หญิงถูกขืนใจ ทำให้นายกรัฐมนตรีเสียขุนคลังมือดีไป 2 คน ทั้ง นายอุตตม สาวนายน และนายปรีดี ดาวฉาย เนื่องจากไม่กล้าเซ็นพ.ร.บ.ร่วมทุน เนื่องจากกลัวติดคุกจึงลาออก 

ทั้งนี้ก่อนที่นายยุทธพงศ์ จะกล่าวปิดจบการอภิปราย กล่าวว่า Next Station ของบิ๊กตู่ต่อการใช้มาตรา 44 ในการขยายสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว คือศาลรัฐธรรมนูญ