21 ม.ค.64 การประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีวาระพิจารณากระทู้ถามด้วยวาจาของสมาชิก โดย นางอนุสรี ทับสุวรรณ ส.ส. จากพรรครวมพลังประชาชาติไทย ตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ถึงกรณีการดูแลแรงงานและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโรค โควิด-19 ว่ามีมาตรการอย่างไรและเยียวยาอย่างไรบ้าง โดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ชี้แจงว่าที่ผ่านมากระทรวงแรงงานได้ ใช้งบประมาณในการชดเชยเยียวยาให้กับแรงงานที่รับผลกระทบจากการว่างานและถูกเลิกจ้างเพราะโรค โควิด-19 ไปแล้วกว่า 15,000 ล้านบาทในการระบาดระลอก แรก ส่วนในการระบาดละลอกที่ 2 กระทรวงแรงงานก็ไม่ได้นิ่งนอนใจได้ออกกฎกระทรวงเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในระยะ 3 เดือน เช่นการ ช่วยเหลือ ค่าจ้างคนละครึ่งกับนายจ้าง/ ลดเงินสมทบประกันสังคมให้เหลือ 3% พร้อมทั้งสนับสนุนการลงพื้นที่ ช่วยผู้ประกอบการตรวจคัดกรองโรค เชิงรุก จนทำให้ต่างประเทศชื่นชมมาตรการของรัฐบาลไทยว่าสามารถควบคุมโรคในโรงงานอุตสาหกรรมได้เป็นอย่างดี  

ขณะเดียวกัน นายเรวัต วิศรุตเวช ส.ส. พรรคเสรีรวมไทย ตั้งคำถามถึงนายกรัฐมนตรีว่ามีแนวทางการป้องกันการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายของแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างไร รวมถึงเมื่อมีการประกาศล็อกดาวน์ ประชาชนได้รับผลกระทบจึงอยากจะให้รัฐบาลมีการทบทวนมาตรการล็อกดาวน์เพื่อลดความเดือดร้อนของประชาชน โดยมีมาตรการให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างไรบ้าง

นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้ตอบกระทู้แทน ยอมรับว่าการประกาศ ล็อกดาวน์มีผลกระทบทางเศรษฐกิจทำให้ประชาชน มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ลำบากมากขึ้น แต่ด้วยการระบาดในละลอกที่ 2 จำเป็นต้องมีการเพิ่มมาตรการให้เข้มข้นโดยเฉพาะพื้นที่ 5 จังหวัดทั้งสมุทรสาคร ระยอง จันทบุรี ชลบุรี และตราด ที่จะต้องเข้มงวดกว่าพื้นที่อื่นๆ เพื่อแลกกับการควบคุมสถานการณ์ให้ได้โดยเร็วที่สุดและยืนยันว่าขณะนี้ทุกพื้นที่ 4 จังหวัดไม่รวม สมุทรสาคร สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรคได้แล้ว แต่สมุทรสาคร อาจพบตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงรายวัน อันเนื่องมาจากการลงพื้นที่ตรวจหาเชื้อเชิงรุก 

ส่วนเรื่องการปราบปรามบ่อนการพนันและแรงงานประเทศเพื่อนบ้านผิดกฎหมาย เป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคงที่จะต้องดำเนินการชี้แจงตนเองคงไม่สามารถตอบแทน นายกรัฐมนตรีได้เช่นเดียวกับการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทั้งรัฐบาล และกระทรวงการคลัง ยังคงดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่รับความเดือดร้อนและลดผลกระทบให้ได้โดยเร็วที่สุด ส่วนการคลายมาตรการที่เข้มงวดต่างๆ นั้นขึ้นอยู่กับคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อของแต่ละจังหวัดจะพิจารณา หากเห็นว่าพื้นที่ไหนสามารถคลายล็อก ได้แล้วก็สามารถดำเนินการได้ทันที ตามความเหมาะสม

นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ตั้งกระทู้ถามถึงรัฐบาลถึงความชัดเจนในการผลิตวัคซีนของรัฐบาล เนื่องจากมีข้อสงสัยว่าทำไมรัฐบาลจึงต้องเลือกบริษัทสยามไบโอไซน์เอนซ์ เป็นบริษัทในการผลิตแต่เพียงผู้เดียว จึงขอให้รัฐบาลเปิดเผยเอกสาร สัญญาจ้างผลิตระหว่างบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า กับบริษัทสยามไบโอไซน์เอนซ์ ตามข้อเรียกร้องกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เพื่อต้องการทราบว่าตามสัญญาจะมีการผลิตวัคซีนจำนวนกี่โดส ต้นทุนการผลิตของบริษัทมีมูลค่าเท่าไหร่ มีการขายให้กับเป็นราคาให้กับบริษัทแอสตร้าเซนเนก้าเท่าไหร่ และมีรายละเอียดสัญญาอย่างไร รวมถึงให้เปิดเผยรายละเอียดสัญญาระหว่างสถาบันวัคซีนแห่งชาติกับบริษัทสยามไบโอไซน์เอนซ์ว่า มีการใช้จ่ายงบประมาณอย่างไร ค่าดำเนินการอะไรบ้าง รวมถึงความชัดเจนในการจัดซื้อเพิ่มเติมวัคซีนอีก 35 ล้านโดส ว่าจะมีการจะซื้อเพิ่มเติมจากบริษัทใด

โดยนายสาธิต ยืนยันว่าการพิจารณาจัดหาวัคซีนโดยสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ได้มีการเจรจากับบริษัทวัคซีนเกือบทุกบริษัทมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2563 แล้ว ซึ่งเป็นการเจรจาช่วงที่แต่ละบริษัทกำลังทดลอง จำเป็นจะต้องเลือกบริษัทที่อาจสำเร็จที่สุด และการเจรจายังต้องใช้ความสามารถพิเศษ เพราะทั่วโลกต้องการวัคซีนจำนวนมาก แต่เราโชคดีที่มีบริษัทสยามไบโอไซน์เอนซ์ ที่เกิดจากวิสัยทัศน์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และมีศักยภาพที่สามารถผลิตวัคซีนให้กับภูมิภาคนี้ได้ ทำให้บริษัทแอสตร้าเซเนก้าตกลงเซ็นสัญญาในเงื่อนไขที่ดีกว่าประเทศอื่นๆ และเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับวัคซีนของบริษัทซิโนแวคของจีน ส่วนรายละเอียดสัญญาต่างๆที่อยากทราบ ก็สามารถขอดูรายละเอียดได้จากสถาบันวัคซีน แต่อาจมีข้อยกเว้นข้อมูลของบริษัทคู่สัญญา โดยเฉพาะข้อมูลการทดลองและรายละเอียดต่างๆในการผลิตต่างๆของวัคซีน ซึ่งเป็นความลับทางธุรกิจของบริษัทคู่สัญญาไม่สามารถเปิดเผยได้