วันนี้ (20 ม.ค. 64) เวลา 14.00 น. ณ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีชี้แจงต่อสื่อมวลชนถึงมาตรการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในโครงการ “เราชนะ” ที่โดยใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก. กู้เงินฯ ประมาณ 210,200 ล้านบาท มุ่งเน้นเยียวยาประชาชนกลุ่มเปราะบางจำนวน 31.1 ล้านคน เน้นช่วยเหลือประชาชนควบคู่ไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยจ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชันหรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแทนการให้เงินสด กระตุ้นให้มีการใช้จ่ายโดยเฉพาะร้านค้าหาบเร่/แผงลอย ตลาดสด ซึ่งในอนาคตจะมีการพิจารณามาตรการอื่น ๆ เพิ่มเติมภายใต้งบประมาณที่มีอยู่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ โครงการ “คนละครึ่ง” เฟส 3 เป็นต้น

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
คณะก้าวหน้าตอกรัฐบาลบริหารประเทศล้มเหลว ไม่ได้สิ่งของเงินพระราชทาน ไม่พร้อมรับมือโควิด

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรียืนยันว่า รัฐบาลพร้อมดูแลคนไทยทั้ง 66 ล้านคน โดยกระทรวงการคลัง สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติร่วมกันกลั่นกรองมาตรการช่วยเหลือกลุ่มต่าง ๆ ตามความเหมาะสม อาทิ สำนักงานประกันสังคม มีมาตรการลดอัตราเงินสมทบนายจ้างและผู้ประกันตน และมาตรการช่วยเหลือกลุ่มที่อยู่ในผู้ประกันตน มาตรา 33 รวมถึงผู้ถูกเลิกจ้างเนื่องจากสถานประกอบการปิดตัวลงจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ด้วย ขณะเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐและธนาคารพาณิชย์ ออกมาตรการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำระยะยาว สำหรับผู้ประกอบการรวมถึงพี่น้องประชาชน รวมถึงมาตรการค้ำประกันเงินกู้เพิ่มเติมแก่ผู้ประกอบการที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันด้วยเช่นกัน
 
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลรับทราบความเดือดร้อนจากการปิดกิจการ/กิจกรรม ซึ่งรัฐบาลได้เร่งดำเนินการช่วยเหลือ หากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 คลี่คลาย จำนวนผู้ป่วยติดเชื้อลดลง ก็จะปลดล็อก ผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด สาธารณสุขประจำจังหวัด และศบค. จะประชุมประเมินเพื่อบริหารสถานการณ์ทั้งสาธารณสุขและเศรษฐกิจให้มีความสมดุลกัน

ในโอกาสนี้ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการจัดซื้อวัคซีนโควิด-19 ที่อยู่ในความสนใจของประชาชนในขณะนี้โดยยืนยันว่า รัฐบาลได้ดำเนินการอย่างรอบคอบ ไม่นำการเมืองมาเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจด้านสาธารณสุข  การดำเนินการตั้งแต่ปลายปี 2563 มีคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติประกอบไปด้วย บุคลากรทางแพทย์ สาธารณสุข ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มีความรู้ความชำนาญเกี่ยวข้องกับวัคซีน ร่วมกันประเมินสถานการณ์ ทั้งการสั่งจองซื้อวัคซีนโควิด-19 จากบริษัทที่มีความสามารถในการวิจัยพัฒนาที่เป็นไปด้วยความถูกต้องตามหลักเกณฑ์สากลเป็นที่น่าเชื่อถือ ทำสัญญาถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต  ทั้งนี้ ประชากรในประเทศไทยทั้งหมด 66 ล้านคน จะได้รับการฉีดวัคซีนคนละ 2 โดส จะมีวัคซีนประมาณ 130 กว่าล้านโดส ซึ่งบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ได้ถูกเลือกจาก AstraZeneca ให้เป็นผู้ผลิตวัคซีน เนื่องจากมีความเหมาะสมและมีความพร้อมจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตสามารถผลิตวัคซีนได้ถึง 200 ล้านโดสต่อปี เพียงพอแน่นอน เบื้องต้นได้จัดหาวัคซีนโควิด-19 ได้ 70 ล้านโดส สำหรับประชากรประมาณ 35 ล้านคน ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการให้คนไทยร้อยละ 50 ของประเทศ ได้รับวัคซีน มั่นใจว่าวัคซีนโควิด-19 ที่นำมาฉีดให้แก่ประชาชนนั้นต้องเป็นวัคซีนที่มีคุณภาพ ไม่เกิดผลข้างเคียงอันตราย
 
ในตอนท้าย โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรียังย้ำว่า รัฐบาลที่เตรียมความพร้อมในการออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเน้นจัดทำงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2565 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อดำเนินนโยบายต่าง ๆ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดูแลพี่น้องประชาชนให้ผ่านสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ไปและเข้าสู่ชีวิตวิถีใหม่ New Normal นอกเหนือจากการดูแลสุขภาพอนามัยแล้ว รัฐบาลจะต้องดูแลพัฒนาเศรษฐกิจประเทศไทย พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับโลกด้วย