17 ก.ย.63 เพจเฟซบุ๊ก "สถาบันทิศทางไทย" โพสต์ข้อความถึง "การประเมินสถานการณ์การชุมนุม 19 กันยายน 2563" และ "ข้อเสนอ ของสถาบันทิศทางไทย ต่อรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา"  โดยระบุว่า 

การประเมินสถานการณ์

(1)  ที่ผ่านมาม็อบไม่เคยชนะรัฐบาลไม่ว่าจะออกมามากขนาดไหน หรือใช้ความรุนแรง

1.1  พันธมิตรฯ มีคนออกมา 150,000 คน กดดันรัฐบาลไม่ได้ จบลงด้วยการยึดอำนาจปี 2549
1.2  นปช. ปี 52 ไม่มีกองกำลัง สลายการชุมนุมได้
1.3  นปช. ปี 53 มีมวลชนออกมา 120,000 คน มีกองกำลังชายชุดดำ ยิงทหาร ยิงผู้ชุมนุม สร้างสถานการณ์รุนแรงล้มรัฐบาล ปรากฎคลิปชายชุดดำ ทำให้รัฐบาลยังอยู่ และสลายการชุมนุมได้
1.4  กปปส. มวลชน 2.5 ล้านคน ทำอะไรรัฐบาลไม่ได้ ถูกชายชุดดำยิงเสียชีวิต 27 คน จบลงด้วยการยึดอำนาจปี 2557

(2)  นักศึกษาชุมนุมดาวกระจายในหลายจังหวัด มีมวลชนเข้าร่วมน้อย (แต่ละที่ 50-200 คน)  
การชุมนุมใหญ่ 10 สิงหาคม (มธ.รังสิต) 5,000 คน  การชุมนุม 16 สิงหาคม (อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย) 10,000 คน  
คนส่วนใหญ่ยังไม่มีความรู้สึกร่วมด้วย ผลโพลระบุคนไทย 85% เชื่อว่ามีนักการเมืองและต่างชาติให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลังการชุมนุมของกลุ่มปลดแอก

(3)  การชุมนุมยืดเยื้อทำยากเพราะ

3.1  มีปัญหาท่อน้ำเลี้ยง  ผู้ชุมนุมต้องใช้ 200 บาท/คน/วัน  ถ้าผู้ชุมนุม 10,000 คนต้องใช้ 2 ล้านบาท/วัน  ผู้ชุมนุม 50,000 คนต้องใช้ 10 ล้านบาท/วัน

3.2  มีปัญหาระหว่างท่อน้ำเลี้ยงกับการ์ดแดง ปกรณ์ (ท่อน้ำเลี้ยง)โพสต์ว่า เสื้อแดง มาร่วมได้แต่อย่าเสือก อย่าสร้างความวุ่นวาย  สมบัติ ทองย้อย ตอบโต้ว่า เสื้อแดงน่ารังเกียจตรงไหน

3.3 ปัญหาชิงการนำ ระหว่าง กลุ่มปลดแอก กับ นักการเมืองพรรคเพื่อไทย เรื่อง 10 ข้อเรียกร้อง ( 1 ความฝัน)  เพนกวิน/รุ้ง เคยถูกห้ามไม่ให้ขึ้นเวทีวันที่ 16 สิงหาคม ครั้งนี้จะเป็นอย่างไร เพราะเพื่อไทยไม่อยากให้พรรคตัวเองถูกโยงกับเรื่องสถาบัน

(4)  รัฐบาลต้องตระหนักว่าการชุมนุมมีเบื้องหลัง ใช้เด็กออกมาเป็นแนวหน้า เชื่อมโยงไปที่นักการเมืองและองค์กรต่างชาติเบื้องหลัง เป็นการชุมนุมที่ไม่มีแกนนำเป็นตัวเป็นตน  

กลุ่มนำคือ เพนกวิน/รุ้ง ขาดวุฒิภาวะ มุทะลุ ไม่มีประสบการณ์ในการนำมวลชน แต่พร้อมเสี่ยง พร้อมปะทะ เจรจาด้วยยาก  

ธนาธร ปิยบุตร จะออกมาขานรับและรับช่วงต่อเมื่อยุทธวิธีแรกบรรลุผล   

ดังนั้นการชุมนุมถูกออกแบบให้เป็นการรวมตัวเพื่อยั่วยุประชาชนที่จงรักภักดีให้ทวีความเกลียดชัง รวมถึงสร้างความวุ่นวาย หรือ "ช็อกสถานการณ์"   โดยทำให้เกิดเหตุปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ อาจถึงเลือดตกยางออกหรือเสียชีวิต (แบบแยกคอกวัว 10 เม.ย. 2553) และนำไปขยายผลผ่านช่องทางโซเซียลมีเดียที่เป็นพื้นที่ที่ตัวเองได้เปรียบ เพื่อสร้างแรงกดดันและสร้างกระแสไปทั่วโลก โดยเป้าประสงค์จะโยนบาปให้รัฐบาลรับผิดชอบหรือให้ทหารทำรัฐประหาร

(5)  การชุมนุมในช่วงนี้มีความเสี่ยงในการระบาดโควิด-19 รอบสอง 
เพราะเป็นการรวมตัวของกลุ่มคนจำนวนมากซึ่งถ้าหากไม่เฝ้าระวังและคัดกรองอย่างถูกต้องและเกิด super spreader ขึ้นมาจะยิ่งซ้ำเติมวิกฤติโควิดและวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังจะฟื้นตัวขึ้นแล้วให้หนักลงไปอีก
 

ข้อเสนอของสถาบันทิศทางไทย

(1) เปิดให้ชุมนุมโดยใช้พื้นที่สนามหลวงบางส่วน
ฝ่ายรัฐต้องไม่สร้างเงื่อนไขขัดขวางหรือทำให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งจะทำให้ม็อบอ่อนกำลังลงไปเอง  

กองหน้า (เพนกวิน, รุ้ง) ที่เป็นพวกหัวรุนแรงพร้อมปะทะ จึงต้องหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยใช้อำนาจรัฐ 

แต่ควรใช้วิธีถ่ายทอดสดให้เห็นว่าแกนนำไร้วุฒิภาวะและเตรียมใช้ความรุนแรงเสียเอง (ซึ่งได้ผลจากกรณีสาดสีใส่ตำรวจของนักร้อง bottom blue ที่มีผลออกมาในทางลบ)

(2) เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องประสานกับการ์ดของผู้ชุมนุมเพื่อทำข้อตกลงเพื่อความปลอดภัยของผู้เข้าชุมนุม โดยให้มีการตรวจอาวุธอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันบุคคลไม่ทราบฝ่ายแทรกซึมเข้ามาสร้างสถานการณ์รุนแรง

(3) เจ้าหน้าที่สาธารณสุขต้องประสานกับการ์ดของผู้ชุมนุม เรื่องมาตรการคัดกรอง การตรวจอุณหภูมิ การรักษาระยะห่างทางสังคม เพื่อเฝ้าระวังความเสี่ยงที่การชุมนุมจะกลายเป็นแหล่งแพร่เชื้อ super spreader

(4) ต้องเปิดให้การชุมนุมเป็นพื้นที่สว่างผ่านการถ่ายทอดสดของ NBT (ไม่ต้องถ่ายทอดเสียง) และสื่อต่างๆ เพื่อให้ทุกเหตุการณ์อยู่ในสายตาของประชาชนส่วนใหญ่ จะป้องกันการแทรกซึม แฝงตัวเข้ามาใช้ความรุนแรงช็อกสถานการณ์

(5) เตรียมแผนรับมือการข่าวผ่านโซเซียลมีเดีย และการชี้แจงต่อต่างชาติอย่างเป็นระบบและทันท่วงที ต้องมีปฏิบัติการตอบโต้ข่าวปลอมทันที และกำหนดตัวผู้รับผิดชอบการแถลงต่างๆของรัฐที่ชัดเจน (แบบเดียวกับศูนย์ ศบค.)  

กระทรวงดิจิตอลต้องจัดทีมเทคนิคตรวจความเคลื่อนไหวการปั่นกระแสผ่านโซเซียลมีเดียจากต่างประเทศ และสามารถนำข้อมูลมาเป็นหลักฐานได้ทันที

(6) ดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ชุมนุมที่ทำผิดกฎหมายอย่างเคร่งครัด