เมื่อเวลา 13.30 น.ที่ อาคารทรูแปซิฟิค สุขุมวิท นายทวีศักดิ์ ณ.ตะกั่วทุ่ง หัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย พร้อมด้วย ส.ส.ของพรรค และคณะกรรมการบริหารพรรคอาทิ นายสุพล จุลใส ส.ส.ชุมพร นางสาวจุฑาฑัตต เหล่าธรรมทัศน์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ นายดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขาธิการพรรค ,นายธันย์ธรณ์เทพ แย้มอุทัย นายทะเบียนพรรค นายดนุช ตันเทอดทิตย์ กรรมการบริหารพรรค และ  นายเขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรค ได้ร่วมกันแถลงข่าว เกี่ยวกับจุดยืนของพรรครวมพลังประชาชาติไทย(รปช.)ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
 นายทวีศักดิ์ แถลงว่า ภาพรวมพรรรค รปช.พิจารณาแล้วเห็นว่าจะต้องแถลงแสดงจุดยืนในเรื่องการแก้ไขรธน. การที่เราเห็นว่าเป็นความจำเป็นที่ต้องแถลงเพราะรธน.เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศเป็นกฎหมายแม่บท การแก้ไขเปลี่ยนแปลงต้องมีเหตุผลที่ชอบธรรมและสมบูรณ์ที่สุด เราเห็นว่ารธน.ฉบับนี้เป็นนวตกรรมทางกฎหมาย อันเนื่องจากวิกฤตการณ์ทางการเมือง
 

นายทวีศักดิ์ กล่าวต่อว่า  พรรคไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 โดยมีมติให้ ส.ส.ของพรรค ไม่ร่วมลงชื่อในญัตติเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกฉบับทั้งของฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล รวมถึงการลงมติไม่เห็นชอบในวาระที่ 1 รับหลักการทุกญัตติ
 นายทวีศักดิ์ ชี้แจงเหตุผลว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นรัฐธรรมนูญที่มีจุดมุ่งหมายผดุงหลักนิติรัฐนิติธรรม เป็นครั้งแรกที่บัญญัติการปฏิรูปประเทศอย่างทั่วด้าน อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน รวมถึงผ่านการออกเสียงประชามติจากประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้ใช้มา 3 ปีเศษ แต่ยังไม่เป็นที่ประจักษ์ว่ารัฐธรรมนูญมีปัญหาหรือไม่ มีเพียงนักการเมืองจำนวนหนึ่งไม่ชอบใจ ไม่สมประโยชน์ที่พึงประสงค์ ไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งทั่วไปเหมือนที่เคยได้ รวมถึงชี้ว่าญัตติเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากไม่มีการรับฟังความเห็นตามมาตรา 77 วรรคสอง
 นายทวีศักดิ์ ยืนยันว่า การประกาศจุดยืนไม่สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ได้มีเจตนาเป็นกบฏต่อพรรคร่วมรัฐบาล แต่มองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ถือเป็นนโยบายร่วมกัน เพราะเป็นปรัชญาทางการเมืองที่แต่ละพรรคมีความเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งพรรคพลังประชาชาติไทยเห็นว่า ยังไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเวลานี้ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสำคัญของประเทศ ไม่ควรแก้ไขเพียงเพื่อผ่อนคลายอุณหภูมิทางการเมือง และขอให้คำนึงถึงสภาพเศรษฐกิจของประเทศปัจจุบัน เนื่องจากต้องใช้งบประมาณจัดทำประชามติ จำนวนมาก และยืนยันว่าการประกาศจุดยืนไม่ได้มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มกรุงไทยภักดี ที่นำโดยนายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตประธานกรรมการพรรค รปช. เพียงแต่เห็นพ้องต้องกันเท่านั้น
  ส่วนการตั้ง ส.ส.ร. บางพรรคอาจจะเห็นว่าจะรวมผู้ที่มาจากการเลือกตั้งที่ต่างๆ แต่ความจริงคือมาจากเครือข่ายพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคการเมืองใหญ่ๆ และทิศทางที่จะเขียนกฎหมายก็จะได้รับอิทธิพลจากความคิดของพรรค หรือบางฝ่ายมองว่าการตั้ง ส.ส.ร. เป็นกระบวนการยื้อหรือซื้อเวลา แต่ไม่ว่าใครจะมีวาระแฝงเร้น แต่ รปช. มองว่า ถ้าตั้ง ส.ส.ร. มา เหมือนการเซ็นเช็คเปล่า เป็นอันตรายที่รัฐธรรมนูญของดีที่มีอยู่อาจจะกลายเป็นอะไรก็ไม่รู้ หรือบางคนจะมองว่าถ้าร่างมาแล้วก็ต้องลงประชามติอยู่ดี แต่การลงประชามติก็ต้องใช้เงินเป็นหมื่นล้าน และในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้มันควรหรือไม่
 ด้านนายดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขาธิการพรรค กล่าวว่า พรรครวมพลังประชาชาติไทยเป็นพรรคการเมืองของประชาชน เคารพความเห็นของประชาชนส่วนใหญ่เป็นสำคัญ ซึ่งวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ประชาชนทั่วประเทศได้ร่วมกันแสดงความเห็นชอบให้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยมีประชามติให้ความเห็นชอบ 16.8 ล้านคน ซึ่งได้พิจารณาศึกษารัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างรอบคอบ ศึกษาทุกแง่มุม มีมติเอกฉันท์แสดงจุดยืนกับประชาชนทั่วประเทศ ว่าจะทำหน้าที่ตัวแทนประชาชนชาวไทย พิทักษ์รัฐธรรมนูญของประชาชน